Blog

  • ส่อง 3 บริษัทที่ประสบความสำเร็จใน Green Transformation

    ส่อง 3 บริษัทที่ประสบความสำเร็จใน Green Transformation

    จากที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเกิดความร่วมมือกันทั่วโลกเกิดเป็นนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ธุรกิจที่นอกจากจะต้องใส่ใจความอยู่รอดขององค์กรเลยต้องเร่งกันปรับตัวให้ใส่ใจความเป็นอยู่ของคนในสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นผ่านวิสัยทัศน์ และพันธกิจ จนกำเนิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นตามมา เราจึงมานำเสนอ 3 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) ในบทความนี้
    Chr. Hansen Holding
    บริษัทชีววิทยาศาตร์ชั้นนำสัญชาติเดนมาร์กที่พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีจุลินทรีย์สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และเนื่องจากในอนาคตจากการผลิตสินค้าเกษตรที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโลก การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจากสารเคมีที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นตาม บริษัทจึงพัฒนานวัตกรรม NEMIX®C ทดแทน เพื่อป้องกันแมลงและโรคแล้วยังทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงเริ่มขยายตลาดเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีการเกษตรชีวภาพที่มีมูลค่าตลาดโลกกว่า 18.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีพ.ศ. 2569 ที่มีอัตราเติบโต 11.9% ต่อปี และก่อตั้งบริษัทในเครืออย่าง The Lighthouses ที่ได้รวมไปถึงเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อลดเศษอาหาร บริษัทจึงได้รับให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ยั่งยืนที่สุดในโลกประจำปีพ.ศ. 2562 โดยในปีพ.ศ. 2564 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 13% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก The Lighthouses ที่เติบโตด้วยเช่นกัน
    TOPSOE
    บริษัทเคมีภัณฑ์ผลิตสารเร่งปฏิกิริยาสำหรับหลากหลายอุตสาหกรรมอย่าง ยานยนต์ การเกษตร และพลังงาน ปัจจุบันบริษัทได้มุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มุ่งลดคาร์บอนรวมถึงก๊าซเรือนกระจก บริษัทจึงสร้างนวัตกรรมเพื่อพลังงานสะอาดอย่าง Power-to-X และวางแผนลงทุนสร้างโรงงานอิเล็กโทรไลเซอร์สำหรับผลิตพลังงานไฮโดรเจนขนาดใหญ่ ซึ่งมีการก๊าซเรือนกระจกได้น้อยกว่าโรงงานผลิตรูปแบบอื่น โดยพลังงานสะอาดนี้สามารถนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งได้มหาศาล ปัจจุบันมูลค่าตลาดการผลิตพลังงานไฮโดรเจนโลกอยู่ 130 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ และคาดว่าจะมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 9.2% ต่อปีจนถึงปีพ.ศ. 2573 จากที่กล่าวมานี้ยังไม่นับรวมนวัตกรรมอย่าง HydroFlex™ น้ำมันดีเซลไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันเหลือทิ้งและนวัตกรรมอื่น ๆ จาก Topsoe ซึ่งทำให้บริษัทถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในระดับสูง (ESG) โดยพบว่าในปีพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมาบริษัทก็ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ลดลงกว่า 19% หรือคิดเป็น 29,000 ตัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  
    Primlab
    บริษัทวิจัยและพัฒนาจากประเทศสเปนที่ศึกษาสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หลังจากการพัฒนา AryCol ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพแล้ว บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมชีวภาพใหม่อย่าง CO2pure® ซึ่งเป็นสารเติมแต่งที่เปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก เช่น CO2 NOx และ VOx ให้กลายเป็นธาตุอื่นที่ไม่มีอันตรายและถูกเติมลงในวัสดุการผลิตอื่น ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเปลี่ยนให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็นเครื่องฟอกมลพิษ โดยถูกนำไปใช้ในแบรนด์เครื่องนอนอย่าง Kasamana และผลิตภัณฑ์สีฟอกอากาศและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ Fraycar ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชั้นนำของประเทศสเปนที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ด้วยความก้าวหน้าและโอกาสในการเติบโต Primlab จึงได้ทำการก่อตั้งแบรนด์ Wearpure.tech ที่มุ่งมั่นในการสร้างวัสดุจากการพิมพ์ 3 มิติ สู่การทอขั้นสูงซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือุตสาหกรรมการก่อสร้างและออกแบบภายใน โดยบริษัทถูกรับรองถึงความปลอดภัยต่อระบบนิเวศจากมาตรฐานการรับรอง OEKO-TEX Standard ด้วยเช่นกัน

    The success for our future

    อย่างที่เห็นจาก 3 บริษัทที่ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวนี้ (Green Transformation) ยังไม่นับธุรกิจระดับโลกหลายบริษัทที่ตั้งเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ธุรกิจใหม่ที่เริ่มก่อตั้งโดยการนำมาใช้เป็นดั่งเข็มทิศของบริษัทที่ไม่เพียงจะประสบความสำเร็จแล้ว ยังสามารถขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอื่น ๆ ได้อีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนอกจากจะเป็นตัวชี้วัดถึงโอกาสในตลาด ทว่ายังแสดงให้เห็นถึงการตระหนักของการทำเพื่ออนาคตของผู้คนที่จะอาศัยอยู่บนโลกนี้ไปอีกหลายศตวรรษด้วยเช่นกัน
  • 🔎 INNOVATION UPDATE  :Wireless power ไฟฟ้าไร้สาย อนาคตของการส่งพลังงานทั้งบนโลกและอวกาศ

    🔎 INNOVATION UPDATE :Wireless power ไฟฟ้าไร้สาย อนาคตของการส่งพลังงานทั้งบนโลกและอวกาศ

    📍Wireless power ไฟฟ้าไร้สาย อนาคตของการส่งพลังงานทั้งบนโลกและอวกาศ เราคงชินตากับภาพสายไฟระโยงระยางในเมืองของเรา ซึ่งทำให้ทัศนียภาพเสียหายและกระทบความปลอดภัยของประชากรเมืองด้วย แต่ต้องยอมรับว่า สายไฟ ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นกับระบบการกระจายไฟฟ้าทั้งต้นทุนและการจัดการ การแก้ปัญหาความไม่เป็นระเบียบส่วนมากจึงเป็นการนำลงใต้ดิน แต่อนาคตอันใกล้ หนึ่งในทางออกอาจจะเป็นการที่ไม่ต้องมีสายไฟอีกต่อไป การพัฒนาพลังงานไร้สาย ในปัจจุบัน Emrod สตาร์ทอัพเรื่องการส่งพลังงานไร้สายระยะไกล ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2562 ได้รับเงินลงทุนจาก Powerco บริษัทสาธารณูปโภคในนิวซีแลนด์ มีการพัฒนาระบบพลังงานไร้สายเพื่อหาค้นหาวิธีส่งพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งกระบวนการที่ใช้คือ การเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าเป็นคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมามีการทดลองส่งคลื่นพลังงานไฟฟ้ากำลัง 550 W ทั่วทั้งโกดังของบริษัทแอร์บัสในมิวนิก ประเทศเยอรมัน ซึ่งครอบคลุมระยะทาง 36 เมตร แต่จากการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกระบวนการมีเพียง 36% เท่านั้น ซึ่งเกิดจากคอขวดของการเปลี่ยนพลังงานจากกระแสตรงเป็นคลื่นไมโครเวฟและเปลี่ยนกลับอีกครั้ง ซึ่งทางทีมพัฒนาตั้งเป้าผลลัพธ์ 60% ในปีหน้าและเป้าหมายระยะยาวเป็น 85% ในอนาคต พลังงานไร้สายสู่การใช้งานในอวกาศ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนอวกาศเป็นวาระสำคัญในการหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งทำให้ European Space Agency และ Airbus สนใจพลังงานแบบไร้สายในการถ่ายโอนพลังงานให้กับยานและอุปกรณ์อวกาศ แทนที่จะเป็นการบรรทุกถังเชื้อเพลิงขึ้นไปเติมแต่ ยานและอุปกรณ์จะสามารถรับพลังงานจากพื้นโลกได้ในทันที แต่กระบวนการนี้ยังอยู่ในขั้นวิจัย ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเดินทางของคลื่นผ่านระดับชั้นบรรยากาศที่อาจจะทำให้เบาบางลง   ถึงแม้พลังงานไร้สายยังมีข้อจำกัดในหลายส่วน แต่ถือว่าเป็นแนวโน้มใหม่ในการเข้าถึงพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ทั้งกับพื้นที่ที่ห่างไกลและมีอุปสรรคต่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือการช่วยสนับสนุนกับพื้นที่ทำงานที่ต้องความสะดวกในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์จากการทำการทดลองที่มิวนิก มีการทดลองกับตู้แช่เย็น ซึ่งอาจจะมีการใช้งานในมหกรรม Oktoberfest ในอนาคตหรือกับการบินสำรวจของโดรนในระยะเสาส่งพลังงาน ล้วนเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นต่อวงการธุรกิจและคุณภาพชีวิตในอนาคต   https://techcrunch.com/2022/10/04/wireless-power-company-emrod-beams-550-w-across-an-airbus-warehouse/ https://emrod.energy   ______________________________________________________

    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :

    📲 FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab

    📲 LINE OA : Baramizi_lab

    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th

    ______________________________________________________

    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

       
  • รู้ลึก Green Economy  เทรนด์ธุรกิจโลกยุคใหม่ที่น่าจับตา มูลค่ากว่า 962 ล้านล้านบาท

    รู้ลึก Green Economy เทรนด์ธุรกิจโลกยุคใหม่ที่น่าจับตา มูลค่ากว่า 962 ล้านล้านบาท

    เป็นที่รับรู้กันดีว่าโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก ความเป็นอยู่ของประชากรได้รับผลกระทบเกิดการแย่งชิงทรัพยากรกันวุ่นวาย ไม่นับเดิมทีที่เราต่างใช้ทรัพยากรกันจนส่งผลต่อธรรมชาติไม่รู้เท่าไหร่ หลายประเทศจึงพยายามสร้างความยั่งยืนและปรับเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ประเทศไทยจึงนำแนวคิดมาปรับใช้เกิดเป็นโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่นอกจากจะพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและธรรมชาติให้ยั่งยืนแล้ว แนวโน้มอนาคตตลาดอุตสาหกรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับ BCG ยังสดใส ด้วยแนวโน้มติบโตถึง 4.4 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว

    โมเดลเศรษฐกิจ BCG คืออะไร ?

    คือ โมเดลเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยผ่าน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยใช้การวิจัย และเทคโนโลยีในการสร้างมูลค่าและฟื้นฟูทรัพยากร โดยที่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเป็นเศรษฐกิจภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว หลายประเทศร่วมกันออกนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโลกของเรากำลังต้องหาตัวช่วยอย่างแท้จริง อย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีนโยบาย Green Growth Strategy และประเทศเกาหลีใต้ที่มีนโยบาย Green New Deal

    BCG ดัน 4 อุตสาหกรรมไทยโตแรง

    ประเทศไทยพัฒนา BCG เน้นดัน 4 อุตสาหกรรม New S-Curve เป็นหัวเรือหลักหนุนเศรษฐกิจประเทศไทยโต 4.4 ล้านล้านบาท จากเดิม 3.4 ล้านล้านบาท   ภายในปีพ.ศ. 2569 โดยที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6 ต่อปี นอกจากนี้บริษัทใหม่ ๆ รวมถึงบริษัทที่มีอยู่เดิมทั่วโลกนั้นต่างก็หันมาให้ความสนในเกี่ยวกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

    อันดับ 1  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ประเทศไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 11.6% (พ.ศ. 2563) โดยลดลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทว่ารายได้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักกระจุกตัวอยู่ที่หัวเมืองใหญ่ ทรัพยากรรองรับได้ไม่เพียงพอและเกิดความเสียหาย การกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรองที่สามารถเข้าถึงวัฒนธรรมในพื้นที่และการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนจึงได้เป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท ภายในปีพ.ศ. 2569 เลยทีเดียว
    • Holiable ตัวช่วยวางแผนเที่ยวอย่างยั่งยืน แพลตฟอร์มจองแผนท่องเที่ยวออนไลน์เพื่อความยั่งยืน โดยมีดัชนีการรับรองสถานที่ที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมไว้ให้นักท่องเที่ยวเลือกตัดสินใจในการเลือกประเภทที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมที่สนใจ

    อันดับ 2  อุตสาหกรรมการเกษตร และอาหาร

    นอนาคตเรากำลังเผชิญกับวิกฤตอาหารโลก ดัชนีราคาอาหารเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีจึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยในการแก้ปัญหา ไม่ว่านำไปช่วยในการแก้ปัญหาผลผลิต หรือปรับปรุงการเกษตร นอกจากนี้แม้ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมเต็มตัวแล้วภาคการเกษตรก็ยังเป็นภาคที่สำคัญ รายได้จากสินค้าเกษตรโดยตรงที่มีผลตอบแทนน้อยยังมีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากมาย โดยจากการคาดการณ์พบว่า อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารจะมีมูลค่าถึง 0.9 ล้านล้านบาท ภายในปีพ.ศ. 2569 ด้วยเช่นกัน
    • Ricult ดาวเทียมเพื่อเกษตรกร  บริษัทสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยี AI และภาพถ่ายจากดาวเทียมมาช่วยวิเคราะห์พื้นที่ปลูก พยากรณ์ผลผลิตและการจัดการทรัพยากรสำหรับการเพาะปลูกด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

    อันดับ 3  อุตสาหกรรมพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ

    วัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตมีมากมายและส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Biobased Product) ที่นอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีความต้องการสูงจากความหวังในการทดแทนวัสดุดั้งเดิมจากปิโตรเลียมอย่างพลาสติก ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำมาใช้ในการผลิตเป็นพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนการนำเข้าพลังงานบางส่วนได้อีกด้วย โดยภายในปีพ.ศ. 2569 คาดว่าอุตสาหกรรมพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพจะมีมูลค่ามากกว่า 2.6 แสนล้านบาท  
    • Spiber เส้นใยจากโปรตีน  บริษัทสตาร์ทอัพประเทศญี่ปุ่น ผลิตเส้นใยจากโปรตีนพืชซึ่งผ่านการหมักจุลินทรีย์ เกิดลักษณะเป็นเส้นใยนุ่มฟูเหมือนผ้าขนสัตว์ ย่อยสลายได้ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นำไปใช้งานได้หลากหลายทั้งในอุตสาหกรรมแฟชั่น ตลอดจนอุตสาหกรรมยานยนต์

    อันดับ 4  อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์

    จากสถิติพบว่าคนเรามีอายุยืนยาวมากขึ้นทำให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพและการแพทย์ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วแล้วการพัฒนาทางการแพทย์จึงเป็นส่วนสำคัญ แม้ปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีการนำเข้ายารักษาโรคซึ่งมีราคาสูง แต่ศักยภาพทางการแพทย์ และโอกาสการพัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ของประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นที่น่าจับตามองด้วยมูลค่าอุตสาหกรรมนี้ที่อาจสูงถึง 9 หมื่นล้านบาทในปีพ.ศ. 2569 
    • DSM กระดูกเซรามิก  บริษัทนวัตกรรมชั้นนำผลิตวัสดุเซรามิกชีวภาพ (Bioceramic) ที่มีคุณสมบัติทนทานสูง สามารถนำมาปรับใช้ด้านการแพทย์เช่นการศัลยกรรมกระดูก หรือการทดแทนวัสดุด้านทันตกรรมสำหรับผู้ที่ผ่าตัด หรือสูญเสียฟัน

    First-Mover Advantage

    เดิมทีปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญจากวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื้อรังมานานหลายปีนี้ยิ่งถูกเน้นให้เห็นได้ชัดเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด กระนั้นเหรียญย่อมมีสองด้าน โอกาสที่มีให้เห็นจากการเติบโตของหลาย ๆ อุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) นี้คงเป็นเหมือนรถไฟที่หลาย ๆ ธุรกิจอยากจะเข้ามาร่วมขบวนด้วยการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Transformation)  ขึ้นอยู่ที่ว่าใครเร็วหรือช้า ซึ่งไม่ว่าอย่างใดนั้นเราต่างก็ทราบกันดี คำว่า First-Mover Advantage ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ   #bcgmodel #greeneconomy #bioeconomy #circulareconomy #baramizi #baramizioutlook
  • 4 ประเด็นสำคัญจาก  World Economic Forum 2022

    4 ประเด็นสำคัญจาก World Economic Forum 2022

    การประชุม WEF ในรอบนี้เป็นการประชุมใหญ่หลังผ่านช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เป็นครั้งแรก โดยมีการประชุมทั้งสามภูมิภาคสำคัญของโลก ซึ่งการประชุมในรอบนี้มีบุคคลชั้นนำมามากมายเช่นเคย แต่ประเด็นในรอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ในด้านแนวคิดของการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลกที่สำคัญ และโดยส่วนตัวผมคิดว่าเราต้องแตกฉานเรื่องนี้ก่อน จึงจะสามารถเข้าใจบริบททางเศรษฐกิจของโลกที่กำลังหมุนไปในอีกแกน

    แนวคิดที่สำคัญคือ เปลี่ยนจาก Speed Growth ไปเป็น Quality Growth  ซึ่งในนิยามตรงส่วนนี้จะมีผลต่อภาพรวมของวงจรทางธุรกิจในอนาคตอีกมากมาย นั่นคือ การเติบโตในอดีตที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่า สินค้าหรืออาหารที่อยู่บนโต๊ะมาอย่างไร ? แต่ขอให้มีอาหารบนโต๊ะมาเป็นอันใช้ได้

    แต่ปัจจุบันและอนาคตแนวคิดนี้จะเปลี่ยนไปเป็น การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ( ยั่งยืน ) ซึ่งจะมองถึงที่มาของอาหารและสินค้าว่ามาอย่างไร ? มาจากการทำลายโลกหรือสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ? ต้องมีกระบวนการได้มาด้วยการไม่ทำลายโลก ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว ควบคู่ไปด้วย

    ประเด็นสำคัญที่เราควรติดตามและนำไปปรับกลยุทธ์ขององค์กรและธุรกิจเราให้ไปต่อได้มี ดังนี้

    ประเด็นที่ 1 ความเคลื่อนไหวในตลาดการลงทุน แบ่งเป็น 2 ระยะ

    1.1 ระยะสั้น

    เป็นผลกระทบจากการเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนในโลกสูงขึ้น ซึ่งสภาวะนี้จะอยู่กับเราไปอีก 1 ปี สิ่งที่วันนี้เราต้องร่วมกันแก้คือ การบรรลุเป้าหมายจึงต้องทำให้เงินเฟ้อลดลง 2% ภายในปี 2024 ให้ได้ มิฉะนั้นจะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยและซึมไปยาวร่วมสิบปีเลยทีเดียว

    สิ่งที่เราทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนต้องทำคือ

    – การเก็บเงินสดไว้ให้ได้มากที่สุด อย่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่ควรก่อหนี้ รักษางานที่มีอยู่เพื่อทำให้เรายังมีกระแสเงินสดอยู่ได้

    – การลงทุนกับการสร้าง Productivity ที่สูงขึ้น โดยให้ลงทุนในเรื่องการศึกษาของทั้งตัวเองและพนักงาน

    เป็นการ Upskill, Reskill ของเราไปในตัวด้วย

    1.2 ระยะยาว

    ถือเป็นข่าวดีของประเทศไทยเราซึ่งจะเป็นภูมิภาคสำคัญของโลกในตลาดทุนที่จะไหลเข้ามา

    ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia เป็นยุคทองหรือ Golden Era เลยทีเดียว

    ต้องตั้งคำถาม! เราพร้อมไหม ที่จะต้องเตรียมรับมือกับเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศ ด้วยการเตรียมนโยบายที่ดี และพัฒนาทักษะคนในประเทศ ไว้แล้วหรือยัง

    ประเด็นที่ 2  นวัตกรรมที่จะเข้ามาบทบาทมากที่สุด

    นวัตกรรมที่โลกใบนี้ต้องการ และจะเป็นเทรนด์ของโลกแห่งอนาคตอย่างแท้จริง ไม่ใช่คริปโต หรือ ระบบการเงินดิจิตอล และจะเป็น….

    Climate Tech การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมและนำพาโลกไปสู่ Net Zero โดยครอบคลุมตั้งแต่
    การลดคาร์บอน การป้องกันความเสียหายของชีวิตของมุนษย์จากภัยธรรมชาติ การวิจัยพัฒนาด้านกรีน Material หรือ วัสดุศาสตร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำจัดของเสีย หรือแพลตฟอร์มด้านคาร์บอนเครดิต
    Climate School การมีโรงเรียนที่สอนและปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความคิดและปฏิบัติตนเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลก
    สร้างความเป็น Net Zero และต่อยอดการพัฒนาพนักงาน Reskill, Upskill ความเป็น Green

    ประเด็นที่ 3 นโยบายภาครัฐควรให้ความสำคัญกับโลกยุคใหม่ !

    นโยบายภาครัฐมีผลมากต่อขีดความสามารถของประเทศ  ซึ่งสิ่งที่ทุกเวทีพูดตรงกันหมด คือ
    ธุรกิจจะต้องเตรียมตัวเข้าสู่ Green Economy เต็มตัว โดยที่ทุกอุตสาหกรรมควรจะมีแบบแผนการเติบโตทางธุรกิจร่วมกับการเติบโตแบบยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Quality Growth ที่ต้องมุ่งเน้นสู่ Net Zero ซึ่งในแต่ละประเทศกระทรวงที่จะมามีบทบาทหรือเรียกว่ากระทรวงเกรด A ที่ต้องให้ความสำคัญ คือ

    กระทรวงสำคัญที่ 1 : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    บทบาทต้องเป็นกระทรวงที่มีการบูรณาการกับทุกฝ่ายเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย Green Economy มากกว่าแค่การดูแล และรักษาทรัพยากรในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องมองถึง Value Chain ทั้งระบบ เช่น การได้ข้าวมาบนโต๊ะอาหาร นั้นข้าวมาจากอะไร ทำลายโลกหรือไม่ ตั้งแต่กระบวนการปลูก กระบวนการบำรุงดิน กระบวนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนกระบวนการขนส่งและกระจายสินค้าไปสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นต้น

    กระทรวงสำคัญที่ 2 : กระทรวงดิจิทัล ที่ต้องให้ความสำคัญและเสริมสร้างดิจิทัลของประเทศ

    เมื่อทั้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงดิจิทัล เกิดเป็น Digital Green Supply Chain ที่องค์กรจะต้องเตรียม 3 สิ่ง เรียกว่า

    1) Flexical Capital การเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตของผู้คน

    2) Human Capital การพัฒนาคน ให้คนมี Skill ที่ให้สามารถเตรียมรับมือกับเทรนด์

    3) Environment Capital การพัฒนาคนให้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม

    ทั้ง 2 กระทรวงต้องสนับสนุนเกิดขึ้น เพื่อรองรับ และสร้างโอกาสในการเติบโตเป็น Hub ด้านการส่งออก เศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศไทยควรมีวิธีการทำงานที่ Net Zero ที่ทำงานร่วมกับองค์กรต่างประเทศที่เข้ามาทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และไม่เสียผลประโยชน์

    ประเด็นที่ 4 การเป็น Digital Inclusion ที่เข้าถึง 3 ด้านต้องรวดเร็ว โปร่งใส สะดวกสบาย

    โดยทั้ง 3 ด้าน จะต้องอาศัยดิจิทัลในการเข้าถึงผู้คนเป็นหลัก และสร้างความเท่าเทียมในพื้นที่ต่าง ๆ และแนวคิดด้านในอนาตตที่เปลี่ยนไป แนวคิดการเข้าถึงโอกาสทางด้านดิจิทัลมากขึ้น

    1) Financial Inclusion การเข้าถึงบริการทางการเงิน

    2) Education Inclusion การเข้าถึงการศึกษา

    3) Healthcare Inclusion การเข้าถึงด้านระบบสาธารณสุข

    ทั้งหมดคือข้อสรุปที่สำคัญที่จะทำให้ภาคธุรกิจ สังคมตลอดจนรัฐบาล นำไปวางแผนออกนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชานของตนเองต่อไป

    #Baramizi #WorldEconomicForum2022 #Upskill #Reskill #GlodenEra #ClimateTech #NetZero #GreenEconomy #DigitalInclusion

  • INNOVATION UPDATE : Space need 1G: “แรงโน้มถ่วง” ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต บนอาณานิคมใหม่ในอวกาศ

    INNOVATION UPDATE : Space need 1G: “แรงโน้มถ่วง” ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต บนอาณานิคมใหม่ในอวกาศ

    Space need 1G: “แรงโน้มถ่วง” ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต บนอาณานิคมใหม่ในอวกาศ

    หนึ่งวาระสำคัญครั้งใหญ่ของมนุษยชาติคือแผนสำรองที่จะหาบ้านหลังใหม่ในอวกาศ ทุกภาคส่วนต่างวิจัยและพัฒนาความเป็นไปได้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตนอกโลกได้ มีความเป็นไปได้ 3 รูปแบบ คือ

          ⛰ สิ่งมีชีวิตและที่อยู่อาศัยทั้งหมดแยกออกอย่างสมบูรณ์จากสภาพแวดล้อมภายนอก มีระบบพยุงชีพของตัวเอง อาจจะเป็นการอาศัยในสถานีอวกาศหรือบนพื้นผิวดาวเคราะห์        ⛰ ทำการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการที่สิ่งมีชีวิตจะอยู่อาศัยได้ เรียกว่า เทอร์ราฟอร์มมิง (terraforming)       ⛰ เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตเองให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น เช่นการทำวิศวพันธุกรรม นอกจากความต้องการพื้นฐานของระบบพยุงชีพเช่น อากาศ อาหาร อุณหภูมิที่เหมาะสม อีกปัจจัยสำคัญคือ “แรงโน้มถ่วง” จากการวิจัยของ NASA ได้กำหนดว่าแรงโน้มถ่วงเป็นประเด็นหลักในการพัมนาการอยู่อาศัยบนอวกาศแต่ยังมีกรอบจำกัดอยู่ในเรื่องการบำรุงรักษามวลร่างกายเท่านั้น ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อการกำเนิดและการเติบโตของเด็ก มีข้อสังเกตว่าหากไม่มีแรงโน้มถ่วง สิ่งมีชีวิตอย่างเช่นมนุษย์ จะมีความลำบากในการเจริญเติบโตหนึ่งในนั้นคือการใช้ชีวิตบนโลกได้ลำบากมากขึ้น หากมีการเดินทางไปมาระหว่างดาว อาณานิคมใหม่บนอวกาศจึงจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ตัวอย่างของโครงการอาณานิคมใหม่ที่แกนหลังของการออกแบบเป็นแรงโน้มถ่วง คือ โครงการ “The Glass” ของมหาวิทยาลัยเกียวโตและบริษัท Kajima Construction Co., Ltd. ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยทรงกระบอกขนาดรัศมีประมาณ 100 ม. ความสูง 400 ม. ที่มีแรงโน้มถ่วงเทียมที่สร้างขึ้นในอวกาศจากการหมุนรอบตัวเองโดยใช้เวลา 20 วินาทีต่อการหมุนหนึ่งรอบ ซึ่งจะทำให้ได้มาซึ่งแรงโน้มถ่วงขนาด 1G ที่มีคล้ายคลึงกับโลกของเรา การออกแบบการอยู่อาศัยของโครงการ “The Glass” สะท้อนจากการอยู่อาศัยบนโลกมามากที่สุด ทั้งพื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ และท้องฟ้าเปิด ซึ่งมาจากมุมมองทีมพัฒนาที่เห็นประเด็นว่า มนุษย์มีความต้องการที่จะอาศัยบนผืนดินของดาวเคราะห์มากกว่าจการอยู่บนสถานีอวกาศ และแรงโน้มถ่วงเทียมยังมีการใช้ในระบบการขนส่งระหว่างดาวในชื่อ ระบบ “Hexatrack” ซึ่งเป็นระบบขนส่งระหว่างดาวเคราะห์สำหรับโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคารที่รักษา 1G ไว้แม้ในระหว่างการเดินทางระยะไกล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงาน ประชากรใหม่ รวมถึงการท่องเที่ยวอวกาศในอนาคตอีกด้วย ขอบคุณที่มา : https://www.designboom.com/technology/the-glass-artificial-gravity-facility-kyoto-university-07-11-2022/ https://www2.mtec.or.th/th/e-magazine/admin/upload/235_35-42.pdf ______________________________________________________

    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :

      FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab

      LINE OA : Baramizi_lab

    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th

    ______________________________________________________

    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     
  • INNOVATION UPDATE : Airborne wind energy พลังงานลมเหนือท้องฟ้า ปรับเปลี่ยนง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    INNOVATION UPDATE : Airborne wind energy พลังงานลมเหนือท้องฟ้า ปรับเปลี่ยนง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

      พลังงานลมเป็นพลังงานทางเลือกที่มีความยั่งยืนและได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทั้งกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ต่ำและทรัพยากรธรรมชาติอย่างกระแสลมที่แทบจะไม่มีวันหมดแต่ข้อเสียก็ยังมีอยู่เช่น บดบังทัศนียภาพ มลภาวะทางเสียง หรือการควบคุมความสม่ำเสมอของพลังงานเนื่องจากต้องใช้ความเร็วลมกว่า 21 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งอาจจะไม่เท่ากันตามแต่ฤดูกาล

      แต่เมื่อระยะห่างจากพื้นโลกขึ้นไป แรงลมจะมีความเสถียรและแรงกว่าลมที่อยู่ใกล้พื้นดิน ทำให้เป็นอีกโอกาสในการใช้พลังงานลมที่มีประสิทธิภาพมากกว่า จึงเกิดเป็นกระบวนการ Airborne wind energy (AWE) ที่ใช่แรงลมระดับสูง high-altitude wind power (HAWP) โดยทั่วไปจะอยู่เหนือพื้นดิน 300–600 เมตร ร่วมกับกลไกการรับพลังงานอย่าง ว่าว เครื่องร่อน อากาศยานขนาดเล็กต่างๆ ส่วนประกอบหลักๆจะประกอบด้วย .

    • ตัวผลิตพลังงาน (electricity generation) ซึ่งจะอยู่บนพื้นดินหรือติดกับอุปกรณ์ไปบนอากาศก็ได้
    • ระบบการร่อนที่คล้ายกับการร่อนของว่าว (kite system) หรือการชักรอกเข้าและออกทำให้เกิดการผลิตพลังงาน
    • อุปกรณ์ในการจับแรงลม (device) มีด้วยกันหลายแบบเช่น ว่าว บอลลูน เครื่องร่อน เครื่องร่อนติกใบพัด หรือ ใบพัดขนาดใหญ่ที่ลอยบนอากาศ
    • ระบบควบคุมการบิน (flight operation) ที่เหมาะสมกับอุปกรณ์เช่น การลู่ไปกับกระแสลม การหมุน หรือการแกว่งไปมา การได้มาซึ่งพลังงานโดยส่วนมากจะเกิดจากการชักรอก เมื่อปล่อยตัว อุปกรร์จะลอยสูงขึ้นตามแรงลมและถูกดึงกลับมากระบวนการจะวนซ้ำเพื่อให้เกิดการสร้างกระแสไฟฟ้า แต่ปัจจุบันวิธีการถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อุปกรณ์บางตัวอย่างเช่นเครื่องร่อนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เองจากใบพัดและส่งกลับมายังเครื่องเก็บผ่านสายเคเบิลที่ยึดตัวมันไว้หรือการออกแบบว่าวให้หมุนได้แล้วใช้แรงหมุนผ่านสายเคเบิลลงมายังเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าแทนการชักรอกข้อดีของ Airborne wind energy คือมีขนาดเล็กและใช้อุปกรณ์น้อยกว่าการผลิตพลังงานจากลมแบบดั้งเดิม ต้นทุนที่ไม่สูงและมีความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายสามารถติดตั้งไปกับยานพาหนะขนาดใหญ่ได้เช่นเรือเดินสมุทร ข้อเสีย ผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยและยังต้องมีการวิจัยและพัมนาเพื่อให้เกิดการแพร่หลายในการใช้งาน ขอบคุณที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Airborne_wind_energyhttps:// www.nrel.gov/docs/fy21osti/79992.pdf https://solarimpulse.com/solutions-explorer/enerkite-ek200?queryID=ef963f2841c16d441ab7192432b7f770
      ———————————————
      ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
      📲 FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
      📲 LINE OA : Baramizi_lab
      ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
      ———————–
      ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป
  • INNOVATION UPDATE : สาหร่าย พืชใต้น้ำแต่ประโยชน์เหนือเมฆตั้งแต่อาหาร พลังงาน สู่การเป็นอาวุธต่อกรกับภาวะโลกร้อน

    INNOVATION UPDATE : สาหร่าย พืชใต้น้ำแต่ประโยชน์เหนือเมฆตั้งแต่อาหาร พลังงาน สู่การเป็นอาวุธต่อกรกับภาวะโลกร้อน

    ☘️สาหร่าย พืชใต้น้ำแต่ประโยชน์เหนือเมฆตั้งแต่อาหาร พลังงาน สู่การเป็นอาวุธต่อกรกับภาวะโลกร้อน
    .
    ☀️ปัญหาภาวะสภาพอากาศเป็นสิ่งที่อยู่ในประเด็นโลกมาอย่างยาวนานทุกภาคส่วนต่างระดมความคิดในการจัดการกับการปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นต้นเหตุแรกๆของปัญหานี้ ในส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การลดการปล่อยและปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน ซึ่งอาจจะต้องปลูกต้นไม้ถึง 1.2 ล้านล้านต้น
    .
    ซึ่งมีหลายความเห็นมองว่าอาจจะเป็นวิธีที่ไม่ดีที่สุดเพราะการมุ่งเน้นที่การปลูกต้นไม้อาจจะทำให้พื้นที่ในการเกษตรเพื่อการผลิตอาหารลดลงไปด้วย ซึ่งมีเเนวโน้มจะทำให้สินค้าอาหารราคาสูงขึ้น 80% ในปี 2050
    .
    ทางออกที่น่าสนใจอีกทางคือ การดูดซับคาร์บอนโดยพืชพรรณต่างๆในมหาสมุทร ระหว่างปี 1994 ถึง 2007 มหาสมุทรของเราดูดซับคาร์บอน 34 กิกะตัน
    หนึ่งในสิ่งที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีคือ สาหร่าย
    ☘️สาหร่ายธรรมชาติต่อการดูดซับคาร์บอน
    สาหร่ายมีการดูดซับคาร์บอนเหมือนกับต้นไม้
    .
    แต่ด้วยกายภาพที่กระจายพื้นผิวได้มากกว่า โตเร็วกว่า ยิ่งถ้าหากรวมเข้ากับเทคโนโลยีและการประมวลผลจาก AI จนเกิดเป็น เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) สาหร่ายสามารถดูดซับคาร์บอนได้ดีกว่าต้นไม้ทั่วไปถึง 400 เท่า
    เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor)
    .
    ☘️สาหร่ายต่อการแปรรูปเป็นอาหาร
    การคาดการณ์จำนวนประชากรแสดงให้เห็นว่าเราจะต้องเพิ่มปริมาณอาหาร 70% ภายในปี 2050 สาหร่ายเมื่อผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพจะทำให้เป็นแหล่งของโปรตีนและสารอาหารชนิดอื่นๆได้ซึ่งถือว่าเป็นเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ทั้งในแง่ของพื้นที่ (ใช้พื้นที่น้อย) อาหาร (ทดแทนเนื้อสัตว์, คุณค่าทางอาหารสูง) สิ่งแวดล้อม (ดูดซับ CO2)
    สาหร่ายสู่วัสดุศาสตร์
    .
    ☘️สาหร่ายจัดเป็นหนึ่งในแนวทางวัสดุศาสตร์แห่งอนาคต
    เมื่อเข้าสู่กระบวนการ องค์ประกอบของสาหร่ายสามารถผลิตเป็นโพลิเมอร์ในการพิมพ์สามมิติ หรือ ส่วนหนึ่งในการผลิตอิฐบล็อกชีวภาพได้ ซึ่งการแปรรูปองค์ประกอบจากสาหร่ายเป็นที่นิยมและเห็นได้มากในวงการการก่อสร้างที่เน้นการเพิ่มวัสดุชีวภาพ (bio-material) มากขึ้น
    รวมถึงวงการเครื่องแต่งกาย เส้นใยเสื้อผ้าหรือพื้นรองเท้าที่มีส่วนผสมของสาหร่ายก็มีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
    .
    ☘️สาหร่ายสู่การเป็นพลังงานในอนาคต
    สาหร่ายสามารถนำไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตโดยตรง
    .
    ซึ่งหมายความว่าสามารถให้ทางเลือกที่ยั่งยืนมากกว่าเชื้อเพลิงแบบฟอสซิลที่ผลิตคาร์บอน จากการวิจัยพบว่าสาหร่ายผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้มากถึง 5,000 แกลลอนจากเอเคอร์เดียวในหนึ่งปีแต่ข้อจำกัดคงเป็นเรื่องต้นทุนในการสกัดซึ่งยังราคาที่สูง ยังคงต้องใช้เวลาวิจัยและพัมนาหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ในอนาคต
    ———————————————
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    📲 FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    📲 LINE OA : Baramizi_lab
    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
    ———————–
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป
  • WELLNESS TOURISM TREND 22-23 แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    WELLNESS TOURISM TREND 22-23 แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    #1 Wellness Sabbatical สมดุลระหว่างการงานและสุขภาวะ

    Wellness Sabbatical หมายถึงการทำงานที่เราได้สร้างสมดุลควบคู่ไปกับสุขภาพและสุขภาวะที่ดี สาามารถที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ไม่ต้องทำงานที่ออฟฟิศ (Work from anywhere) Wellness Sabbatical Program มักจะจัดวางอยู่ในพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยทัศนียภาพ สามารถออกกำลังกายได้ ทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ และมีโปรแกรมเพื่อสุขภาพอื่นๆ เช่น การนั่งสมาธิ, การนอนเพื่อสุขภาพ

    .

    #2 Nature Prescriptions ธรรมชาติคือยารักษาโรค

    Nature Prescriptions ธรรมชาติคือยารักษาโรค National Health Service Shetland (Scotland) เผยแพร่แนวคิดการท่องเที่ยวเชิง “Nature Perscription” ที่ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่รวมถึง ความดันเลือด ความเครียด และโรคซึมเศร้า หมอและพยาบาลแจกใบจ่ายยาเพื่ออธิบายคุณประโยชน์ด้านสุขภาพของการได้อยู่กลางแจ้งและกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ

    . #3 Soft Wellness Travel สุขภาวะแบบเนิบช้า

    Soft Wellness Travel การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะแบบเนิบช้า การพักผ่อนเชิงสุขภาพแบบนี้ไม่ใช่การทรมานตัวเอง หรือการอดแต่คือการเติมเติมความสุขให้กับตัวเอง

    #4 Power Spot ท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มพลังชีวิต

    Power Spot การท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มพลังชีวิต แนวโน้มทางการท่องเที่ยวเพื่อเสริมพลังชีวิตและสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อเสริมพลังด้านบวก ประกอบไปด้วย 4 หัวข้อต่อไปนี้ – Forest Therapy การท่องเที่ยวเชิงบำบัดด้วยการอาบป่า – Ocean Therapy การท่องเที่ยวเชิงบำบัดด้วยมหาสมุทร – Energy Healing การท่องเที่ยวด้วยการบำบัดทางเวชศาสตร์พลังงาน – Spiritual Refreshment การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูจิตวิญญาณ #5 Mycological Retreats การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูด้วยสมุนไพร Mycological Retreats การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูด้วยสมุนไพร การฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม โดยมีวิธีการที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพใจ โดยมีการใช้สารสื่อประสาทร่วมด้วย และอาจมีการใช้คนร่างทรงมาร่วมในพิธีกรรม เช่น ศูนย์บำบัด Soltara ใน Costa Rica ที่มีการใช้ชาที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนโบราณ หรือ Silo Wellness ในจาไมก้าที่นำเสนอกิจกรรมเฉลิมฉลองด้วยการใช้ Psilocybin สารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทในการฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อร่วมช่วยเพื่อฟื้นฟูสุขภาพใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ การเข้าถึงประสบการณ์เช่นนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตนี้ไปด้วยกันกับการเติบโตของ Cannabis Tourism ที่โตขึ้นอย่างมากในช่วงของการแพร่ระบาด .

    #6 Holistic Rejuvenation การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

    Holistic Rejuvenation การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม สุขภาพองค์รวมเป็นปรัชญาเพื่อการมีสุขภาวะที่ดีโดยจะพิจารณาถึงองค์ประกอบของร่างกายได้แก่ ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งศึกษาถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเหล่านี้ เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตที่มีความสุข แนวทางปฏิบัติเพื่อสุขภาวะที่ดีได้แก่ การนวดเพื่อสุขภาพ, โยคะ, ทำสมาธิ, การบำบัดด้วยเสียง, การกดจุด, การแพทย์สมุนไพร, การฝึกร่างกายรูปแบบต่างๆ .
    #7 Spiritual Wellness เที่ยวเพื่อพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

    Spiritual Wellness เที่ยวเพื่อพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual wellness) คือการเชื่อมต่อกับบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง และช่วยกำหนดคุณค่า หลักการ ศีลธรรมหรือความเชื่ออะไรบางอย่างที่เปี่ยมความหมายกับชีวิต โดยใช้หลักการเหล่านี้เพื่อแนะแนวทางในการใช้ชีวิต สุขภาวะทางจิตวิญญาณช่วยให้เรามีพลังและความสามารถในการตัดสินใจได้ง่าย สร้างสภาวะที่ยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตด้วยความสงบภายในจิตใจ สุขภาวะทางจิตวิญญาณจะช่วยเราเยียวยาในเวลาที่เรารู้สึกทุกข์ทรมานจากสภาวะทางร่างกายหรือจิตใจ

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือการเดินทางในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ หรือพูดง่ายๆคือการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพทางกายและจิตใจ โดยหลายพื้นที่ใช้การท่องเที่ยวแบบนี้เพื่อการส่งเสริมการดูแลสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถศึกษาค้นคว้าข้อมูลวิจัยอนาคตเพื่อคว้าโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจการท่องเที่ยว 10 Post-Covid Travelling Behavior Trend  ได้ที่นี่ > https://bit.ly/3LJVSR5

    ———————————————
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    📲 FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    📲 LINE OA : Baramizi_lab
    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
    ———————–
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป
       
  • INNOVATION UPDATE : Carbon Net Zero วันที่ต้องอำลาย่านเก่าสู่เมืองใหม่

    INNOVATION UPDATE : Carbon Net Zero วันที่ต้องอำลาย่านเก่าสู่เมืองใหม่

    Carbon Net Zero วันที่ต้องอำลาย่านเก่าสู่เมืองใหม่และเวลาที่ช้าไปของเราในการถึงเป้าหมายโลก
    .
    Net-Zero Emissions 2050 เป็นมาตรการในการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี2050 ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายทุกภาคกับทุกองค์กรรวมไปถึงวิถีชีวิตของเราๆ จะทำอย่างไรให้วงจรต่างๆมีการปล่อยคาร์บอนออกมาได้น้อยที่สุด?
    .
    การปรับเปลี่ยนโครงสร้างจึงเกิดขึ้นในทุกส่วน ยกตัวอย่างเช่นในส่วนของเมือง การบริหารจัดการการปล่อยของเสียจากรถยนต์หรืออุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งทีเห็นได้ชัด แต่การพัฒนาย่าให้เป็นพื้นที่สีเขียวก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เช่นตัวอย่าง the London Wall West เป็นย่านวัฒนธรรมอีกแห่งของลอนดอนซึ่งภายในมีพื้นที่สำคัญๆอยู่หลายแห่งเช่น พิพิธภัณฑ์ลอนดอน (the Museum of London) หรือ อาคาร the Bastion House ที่มีแผนในการเป็น Net-Zero Emissions 2040
    .
    และชูเป้าหมายใหม่ที่จะเป็นย่านที่มีความยั่งยืน ผู้คนและเรียนรู้ (sustainability community and learning) โดยสิ่งปลูกสร้างเดิมจะถูกย้ายไปยังบ้านใหม่เนื่องจากการเข้าไปปรับเปลี่ยนให้โครงสร้างเอื้อต่อการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    .
    โดยเสียงจากการสอบถามประชาชนที่มีส่วนร่วม กว่า 90% ลงความเห็นว่าให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่กว่าการรื้อถอน เช่น พิพิธภัณฑ์ลอนดอนจะย้ายไปยังพื้นที่สมิธฟิลด์ตะวันตก(West Smithfield)แทน พื้นที่ต่างๆถูกปรับให้สามารถใช้งานร่วมกันได้มากขึ้น
    .
    การปรับตัวกับกฎเกณฑ์การลดการปล่อยคาร์บอนล้วนมีความยาก จะทำอย่างไรให้เรามองเห็นเป็นโอกาสสู่การเปลี่ยนแปลงมากกว่าอุปสรรคจากข้อผูกมัด ซึ่งในหลายประเทศและองค์กรได้เห็นถึงความสำคัญและเริ่มต้นแผนของตัวเองสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ไปบ้างแล้ว เช่น
    .
    ปี 2030- อุรุกวัย
    ปี 2035-ฟินแลนด์
    ปี 2040 – ออสเตรีย และ ไอซ์แลนด์
    ปี 2045 – สวีเดน และ เยอรมนี
    ปี 2050 – ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น แคนาดา สเปน เกาหลีใต้ ฟิจิ ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ แอฟริกาใต้ คอสตาริกา บราซิล สปป.สาว กัมพูชา และเมียนมา
    ปี 2060 – จีน และ อินโดนีเซีย
    .
    แต่เป้าหมายของประเทศไทยเรา คือปี 2065 ซึ่งช้ากว่าบางประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเสียอีก
    ซึ่งถ้าหากเราขยับเวลาให้ถึงเป้าหมายเร็วมากขึ้น เราจะถึงพร้อมเรื่องนวัตกรรม องค์ความรู้ และทรัพยากรณ์พื้นฐานที่เอื้อต่อวงจรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราสามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นแนวโน้มหลักของโลกมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี2021ที่ผ่านมา
    .
    เสริมความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่มีความรุนแรงมากขึ้น และจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาในทุกระดับโดยเร็ว หากยังมีการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น จนอุณหภูมิพุ่งสูงจากเดิม 2 °C จะนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Hothouse Earth หรือภาวะที่โลกร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ ถึงตอนนั้นมนุษย์จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก หรือจุดที่เรียกว่า Point of no return ในการรักษาภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5 ° C ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสซึ่งไทยเข้าร่วมเมื่อ 21 กันยายน 2559 และประเทศไทยได้ให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับประชาคมโลก (National Determined Contribution – NDC) ที่ต้องลดการปล่อยมลพิษจะต้องลดลง 45% ภายในปี 2030 และถึงศูนย์สุทธิภายในปี 2050 .
    อ้างอิงโดย:
    ———————————————
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
     FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
     LINE OA : Baramizi_lab
    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
    ———————–
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป
  • INNOVATION UPDATE : Regenerative Highrise แนวคิดโครงสร้างไม้ที่ปรับเปลี่ยนได้

    INNOVATION UPDATE : Regenerative Highrise แนวคิดโครงสร้างไม้ที่ปรับเปลี่ยนได้

    แนวคิดโครงสร้างไม้ที่ปรับเปลี่ยนได้ เกิดจาก บริษัทด้านวิศวกรรม Ramboll และ สตูดิโอสถาปัตยกรรม Haptic โดยจำลองในเขตเมืองในออสโล ประเทศนอร์เวย์

    “Regenerative Highrise แนวคิดโครงสร้างไม้ที่ปรับเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของการก่อสร้างตึกสูง”

    .
    ภาพที่เราเห็นจนชินตาในบริบทสังคมเมืองการจราจรที่แออัด มลภาวะทางอากาศ หนึ่งในนั้นคือบรรดาตึกสูงต่างๆ ด้วยปัจจัยของประชากรที่หนาแน่นบวกกับราคาที่ดินที่สูงขึ้น การหาพื้นที่แนวตั้งจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สังคมเมืองในปัจจุบัน แต่ด้วยในหลายปีที่ผ่านมาโลกต้องเจอกับ
    ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ความสมบูณร์ทางธรรมชาติที่ถดถอยจากภาวะโลกร้อน
    .
     ความปกติใหม่ของผู้คนที่เกิดจากการแผร่ระบาดของ
    โควิด-19 สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบกับการเกิดโครงการตึกสูงต่างๆ การไม่ปรับตัวให้อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลง ทำให้อาคารเหล่านั้นได้รับการใช้งานที่น้อยลงจนไปถึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้างและโดนรื้อถอนในเวลาต่อมา
    .
    จากความท้าทายที่เกิดขึ้นเราขอยกตัวอย่าง innovationที่อาจจะช่วยทำให้การสร้างพื้นที่แนวตั้งขนาดใหญ่ตอบโจทย์กับปัจจุบันนั้นคือ “แนวคิดโครางสร้างไม้ที่ปรับเปลี่ยนได้”
    .
     “แนวคิดโครางสร้างไม้ที่ปรับเปลี่ยนได้” เกิดจาก
    บริษัทด้านวิศวกรรม Ramboll และ สตูดิโอสถาปัตยกรรม Haptic โดยจำลองในเขตเมืองในออสโล ประเทศนอร์เวย์
    .
    ตึกสูงโครงสร้างไม้เกิดจากแนวคิดที่ว่า ถ้าหากความต้องการมีอยู่ตลอด การรื้อถอนก็ไม่เกิดขึ้น ทำให้การใช้งานของตึกเป็นแบบ มิกซ์ยูส (Mixed-use) การก่อสร้างใช้แนวคิดการแยกส่วน (modular logic) ในหนึ่งชั้นใหญ่จะสามารถใส่ชั้นกั้น(flexible pods) ได้สามชั้นทั้งแนวตั้งและแนวนอน ทำให้เกิดการแบ่งชั้นย่อยตามการใช้งานหรือความสะดวกต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
    .
    การก่อสร้างด้วยไม้ถือเป็นเทรนด์อย่างมากในยุโรป
    จากงานวิจัยของ Council on Tall Buildings and Urban Habitat ได้แบ่งประเภทการก่อสร้างไม้ไว้ 4 แบบคือ
    🔹All-Timber
    🔹Timber-Concrete Hybrid
    🔹Timber-Concrete-Steel Hybrid
    🔹Timber-Steel Hybrid
    การก่อสร้างแบบ All-Timber เป็นที่นิยมมาโดยตลอด แต่จะมีช่วงปี 2020-2022 ที่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 แต่คาดการณ์ว่าในปี 2023 จะได้รับความนิยมกลับเกือบเท่าเดิม
    .
    ข้อดีของวัสดุไม้นอกจากเป็นวัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
    ยังสามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนโดยการใช้ไม้หนึ่งลูกบาศก์เมตรสามารถดูดซับ C02 ได้ 0.8 ตัน นอกเหนือจากประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม สถานที่ก่อสร้างที่สร้างด้วยไม้จะส่งเสียงรบกวนรวมถึงการสร้างขยะและมลพิษได้ดีกว่าสถานที่ก่อสร้างทั่วไป
    อ้างอิงโดย:
    https://ramboll.com/…/timber-is-the-sustainable-future ————————————————————————————–
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    📲 FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    📲 LINE OA : Baramizi_lab
    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
    ———————–
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป