Blog

  • อาหารนักคิด! สร้างสรรค์ไอเดียกระฉูดด้วยเทรนด์ทัศนคติของผู้บริโภค 2018-19

    อาหารนักคิด! สร้างสรรค์ไอเดียกระฉูดด้วยเทรนด์ทัศนคติของผู้บริโภค 2018-19

    อาหารนักคิด! สร้างสรรค์ไอเดียกระฉูดด้วยเทรนด์ทัศนคติของผู้บริโภค 2018-19 ทราบกันมั้ยคะว่าเทรนด์มีหลายระดับ ความลึกที่ไม่เท่ากันเกิดมาเพื่อให้ภาคธุรกิจใช้งานในโอกาสต่างกัน ถ้าอยากทบทวนธุรกิจว่าเราควรเดินหน้าต่ออย่างไร ยังเป็นที่ต้องการของโลกใบนี้มั้ย มีโอกาสใหม่อะไรให้เราหยิบจับมาปั้นบ้าง ต้องมองหา Mega Trend เทรนด์ที่พูดถึงภาพใหญ่ๆ ของโลกใบนี้ว่าทิศทางกำลังเดินไปทางไหน มีอะไรต้องระวัง และมีอะไรเป็นโอกาสบ้าง
    ถ้าอยากได้ไอเดียเพื่อการพัฒนากลยุทธ์แบรนด์ พัฒนาสินค้าบริการ ประสบการณ์แบรนด์ เพื่อหาทางเลือกสดใหม่ที่เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคแห่งอนาคต คุณต้องมองหา Consumer Trend แต่ถ้าธุรกิจของคุณต้องพัฒนาสินค้าออกเป็น Collection และต้องมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอผู้บริโภคเสมอไปพร้อมๆ กับการต้องระวังเรื่องการกะเกณฑ์สต๊อกที่ผิดพลาด คุณต้องทำความรู้จักกับ Design Trend เทรนด์ด้านการออกแบบที่ให้ไอเดีย Collection ใหม่ในทุก Season ปัญหาปัจจุบันไม่ใช่ข้อมูลเทรนด์หายาก แต่คือข้อมูลเทรนด์หาได้ง่ายและเยอะเกินไป จนทำให้เราสับสนและเลือกใช้ไม่ถูก เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องมี Wisdom ในการเข้าใจและเลือกใช้เทรนด์อย่างถูกต้องเพื่อเสริมศักยภาพและติดอาวุธให้การพัฒนาธุรกิจ ศูนย์วิจัยคอนเซปท์แห่งอนาคตและการออกแบบ BaramiziLab มีการวิจัยเทรนด์ผู้บริโภค Attitude Trend 2018-19 ที่เป็นประโยชน์สำหรับนักคิดในการพาตัวคุณเองออกจากคุ้นเคยเดิมๆ ไปสู่โอกาสใหม่ที่นอนรอคุณอยู่ ยิ่งมารวมกับเทคนิคการสร้าง Scenario ของธุรกิจและเอาไปเทสต์กับลูกค้าชาวไทยแล้ว ยิ่งทำให้ได้ผลรีเสิร์ชที่แม่นยำและมีประเด็นใหม่ๆ น่าสนใจ นักคิดหลายคนเลยค่ะ ที่บอกว่า ข้อมูลชุดนี้ได้นำพาให้พวกเขาวาดภาพธุรกิจไปในทิศทางที่ไม่เคยคิดจะได้เห็นมาก่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ Serene-Wellness Utopia-Mindset Precilebrity Dreamolutioner Expressdemic 5 คนที่มีโอกาสจะเป็นลูกค้าในอนาคตของคุณ เค้าคิดแบบไหน อยากได้อะไร ใช้ชีวิตอย่างไร Program Trend Canvas Workshop จะช่วยปลุกความเป็นนักคิดนักสร้างสรรค์ในตัวทุกคน จนเราเห็นศักยภาพที่ซ่อนเร้น เร็วๆ นี้เราจะจัด Workshop นี้ให้ผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย ในโครงการของกระทรวงพาณิชย์ค่ะ แล้วพบกันกับข้อมูลเทรนด์ที่จะช่วยในการเปิดมุมมอง เติมเชื้อเพลิง สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ให้กับธุรกิจของคุณได้ตลอดทั้งปี รอติดตามทางช่องทาง Facebook ของ Baramizi ได้เลยค่ะ !! ———————————– ข้อมูลโดย BaramiziLab ศูนย์วิจัยแนวคิดแห่งอนาคตและการออกแบบ Future Concept and Design Research Lab
  • ประเทศไทยกับการก้าวเข้าสู่ Urbanization

    ประเทศไทยกับการก้าวเข้าสู่ Urbanization

    ก่อนสิ้นปี 2561 ประเทศไทยจะมีการวางผังประเทศใหม่ทั้งหมดรวมถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อให้รองรับการขยายตัวของเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ นั่นหมายถึงการกระจายความเจริญและความเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ไปสู่พื้นที่ย่านชานเมือง ด้วยการเชื่อมต่อเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมมากขึ้น (แม้จะต้องรอนานหน่อย) ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของเมือง (Urbanization) ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศทั่วโลก ล้วนมีแนวทางหลักๆ ในการพัฒนาเมืองเพื่อรับมือต่อการเติบโตอยู่ 2 แนวทางซึ่งมักพัฒนาไปควบคู่กัน ก็คือ

    Sustainable City เมื่อคนเยอะและหนาแน่นขึ้น พื้นที่สีเขียวคือตัวช่วยในการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ต่อต้านมลพิษที่พุ่งสูงขึ้น และเปรียบเสมือนเบรคชั้นดีที่ช่วยให้ความเจริญต่างๆ ไม่เติบโตไปอย่างผิดที่ผิดทาง โดยไม่คำนึงถึงผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมเมืองอย่างเป็นหนึ่งเดียว เห็นได้จากตัวอย่าง เมือง Curitiba ในบราซิลซึ่งเป็นเมืองต้นแบบของการพัฒนาสู่ Urbanization ในละตินอเมริกา จากการพัฒนาด้วยแนวทาง Green City ที่ส่งผลให้เมืองนี้มี GDP ต่อหัวสูงกว่าเมืองอื่นๆ ในประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ

    Smart City เมื่อเทคโนโลยีเดินทางมาถึงจุดที่กลายเป็น New Normal ในชีวิตประจำวัน จึงเกิดแนวคิดในการสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสารสนเทศ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อม (Eco-system) ที่เอื้อต่อการลดการบริโภคทรัพยากรที่เกินจำเป็นและมอบคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่าให้กับผู้คนอย่างยั่งยืน เช่น สิงคโปร์ที่จัดได้ว่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศนโยบาย Smart Nation และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังจนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมชาวสิงคโปร์

    Smart and Sustainable City กำลังจะกลายมาเป็นนโยบายใหม่ของชาติ ที่จะเร่งยกระดับกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาแบบเต็มตัว โดยมีขอนแก่นและเชียงใหม่ที่ริเริ่มกันไปก่อนล่วงหน้าแล้ว จับตาดูให้ดีสำหรับผู้ประกอบการทั้งหลายที่กำลังงงงวยในโลก 4.0 เพราะเพียงแค่อ่านข้อมูล รับรู้ เข้าใจอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องลงมือคิด ลงมือเขียน หาทางหลบหลีก ประยุกต์ใช้สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจด้วย

    Baramizi Lab จึงมีโปรแกรมพิเศษเพื่อประยุกต์ใช้เทรนด์สู่การพัฒนาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Trend Gymnasium Program ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่อยากติดปีกธุรกิจ ต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ให้ก้าวไกลกว่าคู่แข่ง สนใจติดต่อได้ที่

    BaramiziLab • ศูนย์วิจัยแนวคิดแห่งอนาคตและการออกแบบ
    Future Concept and Design Research Lab
    ติดต่อ : คุณปรมา (โจ้ง)
    Email : porama.t@baramizi.co.th

  • ประสบการณ์ใหม่ในการเข้าถึงศาสนา

    ประสบการณ์ใหม่ในการเข้าถึงศาสนา

    Youtube : NHK World

    สถานที่ : วัด Sho-onji เมืองฟุกุอิ ประเทศญี่ปุ่น

    ปัญหา :  คนรุ่นใหม่เข้าวัดน้อยลง เห็นว่าเป็นสถานที่ที่น่าเบื่อ เข้มงวด และเต็มไปด้วยพิธีการที่เคร่งครัด

    ความเป็นมา :

    เกียวเซ็น อาซากุระ (Gyosen Asakura) ทายาทรุ่นที่ 17 ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสของวัด Sho-onji วัดในศาสนาพุทธ นิกายชินโต ด้วยอดีตที่เคยประกอบอาชีพดีเจมาก่อนเมื่อตอนยังเป็นวัยรุ่น ได้ค้นพบหนทางที่จะสืบทอดวัดเก่าแก่อายุกว่า 540 ปีต่อไปในแบบของตัวเอง ด้วยการใช้ทักษะทางดนตรีและเทคนิคแสงสีเสียง เข้ามาสร้างมิติใหม่ของการเข้าถึงคำสอน เพื่อส่งต่อปรัชญาคำสอนของพระพุทธองค์สู่คนรุ่นใหม่

    ประสบการณ์เดิม :

    แต่เดิม การประดับตกแต่งภายในวัดจะมีการใช้ทองคำเปลวปิดลงบนองค์พระพุทธรูปเพื่อให้เกิดประกายสวยงามเมื่อต้องแสงเทียน และแสงที่เกิดขึ้นก็สื่อถึงแสงสีทองจากสรวงสวรรค์ แต่เทคนิคดั้งเดิมนี้ถูกใช้มากกว่าหนึ่งพันปีแล้วโดยไม่เคยได้รับการเปลี่ยนแปลง

    ประสบการณ์ใหม่ :

    ด้วยทักษะของการเป็นดีเจแนวอิเล็คทรอนิกส์ หลวงพ่อเกียวเซ็นจึงได้นำทักษะทางดนตรีและเทคนิค Projection Mapping โดยเรียกว่า Techono-Hoyo เข้ามาใช้ในการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ประกอบเสียงสวดมนต์ ให้เสียงดนตรีเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความรู้สึกและอารมณ์ร่วมในกิจกรรมทางศาสนา และให้แสงสีช่วยถ่ายทอดบรรยากาศของ Pure Land ตามความเชื่อทางศาสนา ทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและใกล้ชิดมากขึ้น

    ผลลัพธ์ที่ได้ :

    ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากคนในชุมชนใกล้เคียงจากกระแสบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ทำให้เริ่มมีคนเข้ามาที่วัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกเพศทุกวัย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ โดยมีผู้เข้าชมครั้งละหลายร้อยคน และกลายเป็นตัวอย่างอันดีที่วัดอื่นๆ จะนำไปต่อยอดเพื่อสร้างประสบการณ์การสวดมนต์แบบร่วมสมัย ทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบเสียงดนตรีช่วยระดมทุนบริจาคเงินอุดหนุนเพื่อเป็นทุนในการสร้างสรรค์ผลงานแล้วรวมกว่าสามแสนเยน

  • Repeat Roses ดอกไม้ใช้ซ้ำเพื่อการกุศล

    Repeat Roses ดอกไม้ใช้ซ้ำเพื่อการกุศล

    We like triple wins. For the earth. For your community. For your bottom line.

    http://www.repeatroses.com

    Trend :

    Eco Living

    ปัญหา :

    ดอกไม้จริงสำหรับตกแต่งสถานที่ในงานต่างๆ มีอายุการใช้งานที่สั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ถูกทิ้งลงถังขยะทั้งที่ยังสดใหม่ ใช้งานได้ สุดท้ายจึงกลายมาเป็นขยะในปริมาณมหาศาลที่ลงสู่พื้นดินและสร้างก๊าซเรือนกระจก โดยแต่ละปีจะมีดอกไม้และพืชสำหรับตกแต่งกลายเป็นขยะรวมน้ำหนักทั้งสิ้นกว่า 1 พันล้านปอนด์ทั่วสหรัฐอเมริกา

    แนวคิด :

    ให้โอกาสครั้งที่สองกับดอกไม้ (Product) ให้มีเส้นทาง (Journey) และอายุการใช้งานที่มากกว่าเดิม ด้วยบริการ (Service) ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม (Social Impact) อย่างยั่งยืน (Sustainable)

    รูปแบบธุรกิจ :

    ให้บริการจัดเก็บดอกไม้ตกแต่งสถานที่ ขนส่ง ตัดแต่ง และจัดช่อใหม่ใส่แจกันที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำดอกไม้ที่ได้ไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลในละแวกใกล้เคียงที่ต้องการนำไปใช้ตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างเสริมกำลังใจ เช่น สถานพักฟื้น บ้านพักคนชรา โรงพยาบาลเด็ก หรือที่พักคนไร้บ้าน เมื่อดอกไม้หมดอายุไขก็ทำการจัดเก็บและนำไปทำปุ๋ยหมัก ช่วยลดขยะที่ลงสู่พื้นดินและก๊าซเรือนกระจก โดยผู้บริจาคจะได้รับการ์ดระบุชื่อผู้บริจาคแนบไปกับดอกไม้ รายงานและภาพถ่ายของดอกไม้ในสถานที่ที่ได้รับบริจาค (จะลงใน Social Media ให้ด้วย หากลูกค้าต้องการ) และเอกสารสำหรับใช้ลดหย่อนภาษีจากองค์กรที่ได้รับบริจาคดอกไม้ซึ่งครอบคลุมมูลค่าของดอกไม้ทั้งหมดรวมค่าขนส่ง

    ช่องทางหารายได้ :

    ผู้บริจาคดอกไม้จ่ายค่าดำเนินการให้กับ Repeat Roses ในราคาเริ่มต้นที่ 1,500 ดอลล่าห์ ขึ้นอยู่กับระยะทางและปริมาณของดอกไม้ โดย Repeat Roses มีทั้งพนักงานมืออาชีพและอาสาสมัครจากองค์กรการกุศลต่างๆ มาช่วยในการดำเนินงาน

    Keyword :

    Sustainable

    Product Journey

    Second Change

  • The Omni World เปิดโลกของคำว่า OMNI ในมิติที่หลากหลาย

    The Omni World เปิดโลกของคำว่า OMNI ในมิติที่หลากหลาย

    คำว่า Omni มีที่มาจากคำว่า Omnis ในภาษาละติน ที่แปลว่า Every / All (ทุกอย่างหรือทั้งหมด) แต่เดิม…นี่เป็นคำที่ถูกใช้มากในมุมของการตลาดและช่องทางการขาย  หมายถึง การบูรณาการช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้บริโภค (Customer Experience) เป็นไปแบบไร้รอยต่อและง่ายดาย ถือเป็นหนึ่งในการสร้างประสบการณ์คุณภาพสูงอย่างหนึ่งในยุคนี้ แต่ปัจจุบันความเป็น “Omni” ในเทรนด์ระดับโลกได้ก้าวไปไกลกว่านั้นมากแล้ว…  

    Omni-Channel

    เมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตพัฒนาตัวเองมาถึงจุดที่กลายเป็นทุกอย่างในชีวิตของคนบนโลก ทำให้ทุกการเชื่อมต่อและจินตนาการสามารถเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย ในมุมธุรกิจ Omni-Channel แนวคิดที่เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันจึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ การสร้างประสบการณ์ (Experience) ที่น่าประทับใจให้กับผู้บริโภคในทุกช่องทางอย่างเท่าเทียมกลายเป็นหลักการพื้นฐานที่นักการตลาดทุกคนต้องยึดถือ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าหลากหลาย และเป็นจุดหลักในการสร้างรายได้ต่อเนื่อง  

    Omni-Purpose

    แพลตฟอร์มที่หลากหลายทำให้คนมีตัวเลือกในการเข้าถึงข้อมูลสินค้าและบริการอย่างไร้ขีดจำกัด ขณะที่โลกหมุนไปในจังหวะไฮสปีด ผู้คนกลับอยากใช้ชีวิตให้เร็วยิ่งกว่า การเสียเวลาให้กับความยุ่งยากคือสิ่งที่ไม่คู่ควรกับชีวิตอันแสนสั้นและมีคุณค่า Omni-Purpose จึงเป็นแนวคิดที่เข้ามาตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ต้องการทั้งความยืดหยุ่นและความกระชับในเวลาเดียวกัน แพลตฟอร์มแบบ all-in-one ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย จบง่ายในที่เดียว หรือออฟฟิศที่มี Facilities เหมาะกับทั้งการทำงาน เรียน เล่น กิน หรือแม้แต่นอน จึงเป็นคำตอบของคนยุคมิลเลเนียมที่ไม่อยากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเสียเปล่า   วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มของ Tech Startup เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างวิถีชีวิตแบบใหม่ของคนทำงาน อย่างออฟฟิศของ Google ในหลายประเทศที่ออกแบบพื้นที่และฟังก์ชั่นอย่างสนุกสนาน มีทั้งธีมต่างๆ สวนสนุก โซฟา บีนแบ็ค ห้องเกมส์ พื้นที่ออกกำลังเบาๆ พื้นที่ทำงานที่สามารถเลือกเปลี่ยนไปได้ในแต่ละวันไม่ซ้ำแบบ แต่ภายใต้สีสันที่สดใสและบรรยากาศสนุกสนานนั้น ทุกอย่างกลับถูกสร้างขึ้นเพื่อการดึงเอาความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของคนทำงานออกมาให้ได้มากที่สุดอย่างแยบยล ในขณะเดียวกันก็ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นของคนรุ่นใหม่ไปพร้อมๆ กัน และกลายเป็นต้นแบบของธุรกิจ Co-Working Space ที่กำลังขยายตัวไปทั่วโลก  

    Omni-Culture

    นานมาแล้ว ที่เรามองเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลและยอมรับการมีอยู่ของความแตกต่างนั้น ชนกลุ่มต่างๆ (เช่น ผู้อพยพ กลุ่มรักร่วมเพศ คนผิวสี หรือแม้แต่ผู้หญิง) คือประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพูดถึงอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยมุมมองแบบ Omni-Culture เทรนด์นี้กลับชี้นำสังคมให้ละลายเส้นแบ่งของสิ่งต่างๆ ออกไป ยกระดับไปสู่ความเท่าเทียมในทุกรูปแบบ และผลักดันให้กลายเป็นสิ่งธรรมดา (General) ทั่วไป เราเลิกใช้กฏตายตัว (Stereotype) เพื่อแบ่งแยกและตัดสินผู้คนด้วยสีผิว อายุ รูปร่าง เพศสภาพ แต่หันมาให้คุณค่ากับทัศนคติ ความสามารถ บุคลิกภาพ และไลฟ์สไตล์ภายใต้เปลือกของความเป็นมนุษย์เหมือนๆ กันมากขึ้น   ปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นในทุกสังคม ในหลายๆ บริบททั่วโลก แต่ที่เห็นได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดตอนนี้ก็คืออุตสาหกรรมความงามและแฟชั่นที่ตื่นตัวในเรื่องการนำเสนอความงามแบบต่างๆ ที่ไม่ได้มีเพียงแบบเดียวอีกต่อไป นางแบบหลากหลายสีผิวกับแบรนด์เครื่องสำอางค์ ชุดชั้นใน รองเท้า ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์สี new nude ที่มากเฉดสียิ่งขึ้น หรือสาว Plus Size กับ Body Positive Movement ในสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งจุดประกายให้ผู้คนหันมาภูมิใจกับรูปร่างในแบบของตนเอง และตีคู่มากับการต่อต้านพฤติกรรม Social Bully (การกลั่นแกล้ง) ไปพร้อมๆ กัน   เทรนด์คือแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีที่มาจากบริบททางสังคม วัฒนธรรม ทัศนคติของผู้คนจำนวนหลายพันล้านคนบนโลก บางสิ่งเกิดขึ้นแล้วและกำลังยกระดับไปสู่สิ่งใหม่ บางสิ่งเริ่มมองเห็นเค้าลางและกำลังจะพัฒนาต่อ สิ่งที่เจ้าของแบรนด์และนักการตลาดพึงทำคือการจับตาเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เลือกรับและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ไม่ถูกพัดหายไปในกระแสพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง    
    Credit :
    www.mnn.com
    http://www.home-designing.com
    www.unboundid.com
    www.newswire.com
    www.psychologytoday.com
     
  • Insurance Business Trend Update 2018

    Insurance Business Trend Update 2018

    การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในหลายปีที่ผ่านมา และที่กำลังจะก้าวหน้าไปอีกไกลต่อจากนี้ ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยส่วนหนึ่งก็ส่งผลในเชิงพฤติกรรมจากความต้องการส่วนลึก ทำให้ทุกคนมีความคาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่า และเป็นปัจเจกมากกว่าจากการบริโภคสินค้าและบริการ อีกส่วนหนึ่งคือความรู้สึกถึงการสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน สิ่งนี้เองที่กลายเป็น Disrupt ทำให้ทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การศึกษาเทรนด์โลกทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก นำมาสร้างสรรค์แผนธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ทันสมัย ชิงความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นผู้นำในตลาด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่สุดสำหรับยุคนี้ เทคโนโลยีล้ำสมัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้ประกอบการยุคใหม่ควรเลือกรับปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจในสไตล์ของตัวเองเพื่อต่อยอดและเร่งเครื่องไปสู่อนาคตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องก้าวกระโดดไปสำรวจสู่พื้นที่ใหม่ๆ ที่ Mega Trend ได้ชี้นำเราไป สู่อนาคตทางธุรกิจที่จะเติบโตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และยั่งยืน New Question ในโลกอดีต ธุรกิจการประกันอยู่ได้บนพื้นฐานของความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ แต่จะเป็นอย่างไร หากพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปจนเงื่อนไขการประกันแบบเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์ ความปลอดภัยในชีวิตเพิ่มสูงขึ้นจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแสนฉลาด ความเสี่ยงในชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้คนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ธุรกิจของคุณจะเร่งปรับตัวเพื่อก้าวไปให้ทัน หรือจะรอวันตกรุ่นไปในที่สุด ?
    เครดิตภาพ : https://morethanjustsurviving.com
      New Attitude ผู้คนในปี 2018 และนับจากนี้ไป จะมีความห่วงใยใน “คุณภาพชีวิต” มากขึ้นกว่าเดิม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการกินดีอยู่ดี การออกกำลังกาย หรือการมีฐานะ แต่ล่วงเลยไปถึงวิถีชีวิตที่มีคุณภาพตลอดทุกวินาทีแบบไร้จุดสะดุดแม้ยามหลับ มีความต้องการสร้างสมดุลชีวิตที่ดี โดยใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันเพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมแห่งอนาคต ผู้คนจะต้องการการตอบสนองอย่างเฉพาะเจาะจง มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบเจอผู้คนใหม่ๆ ไม่รังเกียจที่จะแบ่งปันพื้นที่หรือทรัพยากรที่ใช้อยู่ร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนส่วนบุคคลหรือสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยจะเปิดรับรูปแบบการใช้ชีวิตในวิถี Sharing Society อย่างเต็มที่ มีรูปแบบธุรกิจประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น Airbnb หรือ Uber และสิ่งนี้จะมีผลกระทบต่อระบบการประกันแบบเดิมๆ อย่างแน่นอน
    เครดิตภาพ : www.archdaily.com
      New technology ในโลกอนาคต รูปแบบของการประกันจะเปลี่ยนแปลงจากจุดปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ระบบตัวแทนหรือโบรกเกอร์อาจจะหายไปและถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือระบบปฏิบัติการ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สามารถคำนวณด้วยข้อมูลเชิงสถิติและแสดงผลการวิเคราะห์เป็นทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าได้อย่างมีเหตุมีผล แอพพลิเคชั่นต่างๆ จะฉลาดยิ่งขึ้น สามารถทดแทนกระบวนการต่างๆ ที่ทำได้ด้วยมือ สะดวกต่อผู้ใช้บริการมากขึ้นและลดปัญหาที่เกิดจาก Human Error ได้อย่างมีประสิทธิภาพชนิดใกล้เคียงศูนย์ ในธุรกิจประกันของบริษัทระดับโลกเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีด้านจัดการข้อมูลและแพลตฟอร์มต่างๆ มาเป็นสื่อกลางในการขาย การเคลม และการให้บริการอย่างแพร่หลาย กลายเป็นนิมิตใหม่ในการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของวงการอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานประกัน เช่น Trov สตาร์ทอัพในธุรกิจประกันที่ลูกค้าสามารถซื้อประกันสำหรับสิ่งของต่างๆ แบบสั่งได้ (On-Demand) ด้วยตนเอง ปรับแต่งกรมธรรม์ได้ตามต้องการ และเคลมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยใช้แอพพลิเคชั่นของ Trov เพียงแอพเดียวเท่านั้น
    เครดิตภาพ : https://money-watch.co.uk
      New players เมื่อข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในโลกเทคโนโลยี บริษัทใหญ่ๆ ระดับโลกซึ่งเป็นผู้ถือข้อมูลหรือเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลสู่ลูกค้าอย่างง่ายได้ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจประกันอย่างชัดเจนและทรงพลัง เริ่มจากการที่ Google ออกผลิตภัณฑ์ Google Compare เพื่อให้บริการด้านการเปรียบเทียบประกันเมื่อปี 2015 แม้จะปิดตัวไปภายใน 1 ปี แต่ก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการร่วมมือกับธุรกิจประกันชีวิตอย่าง Ladder นำแอพพลิเคชั่นชื่อว่า Ladder Life เข้ามาใส่ใน Google Home และทำหน้าที่เสมือนตัวแทนการแนะนำผลิตภัณฑ์ประกันให้กับผู้ใช้ โดยทำได้ตั้งแต่การแนะนำประโยชน์พื้นฐาน ทำแบบสอบถามเบื้องต้น ไปจนถึงคำนวนค่าใช้จ่ายและแพ็คเกจที่เหมาะสมให้ และผู้ใช้สามารถไปซื้อจริงได้ผ่านแอพพลิเคชั่นของ Ladder ไม่เพียงเท่านั้น Google ยังจับเรื่องนวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับภายใต้แบรนด์ Waymo โดยมุ่งหวังจะนำมาให้บริการแบบ Share Riding เพื่อตอบสนองต่อการเป็น Sharing Society ในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือด้านการประกันภัยสำหรับผู้โดยสารจาก Trov ด้วย
    เครดิตภาพ : https://medium.com
      New Roles ด้วยพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปหรือสภาพสังคมที่เกิดการแบ่งปันทรัพยากร บทบาทใหม่ของบริษัทประกัน คือ การเป็นมากกว่าแค่ผู้ขายผลิตภัณฑ์ ด้วยการปรับตัวสู่การให้บริการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงาน เริ่มมองหาความร่วมมือในทุกระดับทั้งในธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน หรือในธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ที่กว้างขึ้น หรือมอบการสนับสนุนให้กับสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตรงต่อจริตลูกค้าคนรุ่นใหม่ ขอเพียงแต่ยอมออกจากกรอบเดิมๆ สักนิด ก็จะมองเห็นโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างของธุรกิจที่เริ่มปรับตัวได้อย่างเด่นชัด ก็คือ AXA ที่เพิ่งตกลงทำความร่วมมือกับ Alibaba เพื่อการสำรวจแนวทางใหม่ๆ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของ AXA ผ่าน Eco-system ของอะลีบาบา เช่น ขยายการประกันความเสียหายหรือเพิ่มความคุ้มครองให้กับการชำระเงินออนไลน์ ส่วนมาร์เก็ตเพลสของอะลีบาบาอย่าง Alibaba.com และ 1688.com ทาง AXA จะให้ความคุ้มครองสินค้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วโลกที่ใช้บริการแพลตฟอร์มนี้อยู่แล้ว เป็นต้น เป็นการจับลูกค้าที่มี Need อยู่แล้วในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วในครั้งเดียว
    เครดิตภาพ : AXA.com
  • 2018 !! กับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไม่มีจุดสิ้นสุดที่คาดการณ์ได้ ตอนที่ 2

    2018 !! กับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไม่มีจุดสิ้นสุดที่คาดการณ์ได้ ตอนที่ 2

    สวัสดีปี 2018 !! ขอต้อนรับสู่โลกยุคใหม่ ที่ทิ้งโลกที่เรารู้จักไว้ข้างหลังอย่างไม่เหลือเค้าเดิม

    :: 2017 Year in Review and Mega Trend 2018 :: ตอนที่ 2

    มาต่อกันจากสัปดาห์ที่แล้วครับ ในปี 2018 นี้ BaramiziLab ได้เฝ้าสังเกตการหมุนเปลี่ยนและตื่นตัวของโลกมาต่อเนื่อง เราพบว่ามี 10 Mega Trend ที่จะมีอิทธิพลต่อพวกเราฐานะผู้บริโภค ประชากรโลก และในฐานะภาคธุรกิจ 10 Mega Trend ที่จะชวนให้แฟนเพจ Baramizi ร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิด และต่อยอดค้นหาโอกาสที่ซ่อนอยู่มาใช้กับธุรกิจของท่าน มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยครับ

    1. :: ‘Artificial Intelligence’ การเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อของปัญญาประดิษฐ์ :: AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ Fashion คอนเซปท์ในการใช้ AI คือ ทำให้สรรพสิ่งฉลาดขึ้น เก่งขึ้น อัตโนมัติขึ้น ตอบโจทย์ผู้คนมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่า โลกของ AI ใน 2018 นี้จะนำพาเราสู่ 2 Keywords ใหญ่ๆ ที่น่าจับตามอง ได้แก่ ‘A-commerce’ (Autonomated-commerce) คือ ไม่ใช่แค่ E-commerce อีกต่อไป และ ‘Personal Assistance’ หลักคิดการ Outsourcing ทุกๆ เนื้องานที่ทำให้มนุษย์เสียเวลาออกไปให้หุ่นยนต์ทำแทน และเทรนด์ที่ไล่หลังมาติดๆ จากการก่อกำเนิดนี้ จึงนำมาสู่การสูญสลาย ประมาณการว่า 47% ของอาชีพในสหรัฐ จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ

    2. Internet of Things -> ‘Smart Things’ -> Consumer Tech สิ่งของรอบกายยังคงถูกนักประดิษฐ์ใส่ Feature ให้มันดูแลชีวิตของเราได้ดียิ่งๆ ขึ้น :: ความน่าสนใจที่เป็นเทรนด์ทางการออกแบบสินค้าในปีนี้คือ ในขณะที่สิ่งของรอบกายฉลาดขึ้น มีนวัตกรรมขึ้น แต่นักออกแบบกลับพยายามออกแบบมันให้ดูเรียบง่าย และเป็นมิตร ให้ใกล้เคียงและสร้างความคุ้นเคยกับเราไม่ต่างจากสิ่งของเครื่องใช้ในปัจจุบันมากที่สุด

    3. :: The Increasing ‘Datafication of our Lives’ โลกแห่งการทิ้งร่องรอย และข้อมูลของทุกชีวิตที่ถูกสะสมไว้อย่างมหาศาล :: ข้อมูลในโลกของเราตอนนี้เพิ่มขึ้นปีละ 2 เท่า และ Data Scientist (คนขุดทอง) จะกลายเป็นอาชีพที่จะเป็นที่ต้องการมากที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้

    4. :: ‘3D Printing’ ยังเป็นความหวังของการปฏิวัติโลกแห่งการผลิต :: เทคโนโลยี 3D Printing ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดขึ้นมาให้โลกใบนี้ได้รู้จักครั้งแรก จนถึงทุกวันนี้มันสามารถผลิตสิ่งที่ต่างๆ ที่ซับซ้อน สร้าง Material ใหม่ๆ ได้มากขึ้น ตั้งแต่ พลาสติก, เหล็ก, คอนกรีต, ของเหลว, แป้ง, ไปจนถึงช็อคโกแล็ต หรือกระทั่งเนื้อเยื่อมนุษย์ การปฏิวัติทางการการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม และอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และเป็นประโยชน์ต่อภาคการบริโภคได้อย่างน่าทึ่งอย่างแน่นอน

    5. :: ‘Virtual and Augmented Reality’ มนุษย์จะถูกปรนเปรอด้วยประสบการณ์เสมือนจริงที่รุกล้ำเข้ามาในโลกแห่งความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ :: รูปแบบต่อๆ มาที่ถูกคาดการณ์และฟังดูน่าสนุกมากยิ่งขึ้นคือ โลกเสมือนจริงน้ี จะชวนกันมาเล่นเป็นหมู่คณะ เปลี่ยนจากประสบการณ์ส่วนตัว กลายเป็นประสบการณ์ร่วมได้มากขึ้น และ Augmented Reality จะเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงศิลปะร่วมสมัยที่ผู้คนสามารถแสดงออกร่วมกันผ่านพื้นที่สาธารณะได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยที่จะรบกวนโลกแห่งความเป็นจริง Mega Trend ด้านเทคโนโลยีตัวนี้จะส่งผลให้บรรดานักสร้างประสบการณ์ขยายขอบเขตความสามารถในการสร้างสรรค์ให้เกิดปฏิกิริยาใหม่ๆ ให้กับสังคมได้อย่างน่าจับตามอง

    6. :: ‘Blockchains’ เป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นต่อไป ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก :: เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่มากถ้าเทียบกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของข้อมูลในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราไว้ใจ และปลดล็อคความไม่สบายใจให้หมดไป เมื่อนั้นวงการต่างๆ ที่กำลังอั้นการก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว จะไม่รอช้าที่จะกระโดดเข้ามา เช่น บริการทางการเงิน ประกันภัย บริการทางสุขภาพ หรือแม้แต่การเมือง และโลกจะเกิดจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง

    7. :: ‘Transparency World’ โลกที่โปร่งใส เข้าถึงได้ทุกอณูของข้อมูล :: ผลพวงจากเทคโนโลยีอีกทาง อิทธิพลสำคัญคือ Social Media ที่เติบโต และกลายเป็นลมหายใจของชีวิตพวกเรา ทำให้ธุรกิจรู้ตัวแล้วว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่คุณจะเอาธุรกิจที่สู้อุตสาหะสร้างมา ไปเสี่ยงได้ ไม่ว่ากิจการของคุณจะเล็กหรือใหญ่ หรือใครก็ตามที่ไม่อยากเสียชื่อเสียง 2018 นี้ คุณจะต้องตั้งใจมั่นที่จะรักษาสัจจะ และธรรมาภิบาล

    8. :: ‘Platform’ เครื่องมือนำพาธุรกิจข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคใหม่ :: แพลตฟอร์ม ซึ่งหมายถึง รูปแบบของการเชื่อมโยงเครือข่ายที่เป็นได้ทั้ง Digital และ Physical (เช่น Airbnb, Uber หรือ Amazon) จะกลายเครื่องมือสำคัญที่จะเป็นทางออกในการพาธุรกิจ (ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในอดีตก็ด้วย) ข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่ และเป็นโอกาสใหม่แห่งการเติบโต (อย่างก้าวกระโดด) ไม่ใช่แค่ต้องมีเว็บไซต์ แต่ธุรกิจต้องสร้างสรรค์ Platform

    9. :: ‘Health and Wellness Consumption’ จากนวัตการที่ทำให้ชีวิตผู้คนยืนยาว จนเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อให้ใช้ชีวิตที่ยืนยาวได้อย่างมีความสุขจะทำให้ผู้คนใส่ใจและยอมจ่ายกับเทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรมใหม่ ที่ผลักดันให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น

    10. :: Local Experience ประสบการณ์แห่งความพื้นถิ่น ยังเป็นสิ่งที่คนโหยหา :: ยิ่งเทคโนโลยีเติบโตเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราไกลห่างจากความเป็นมนุษย์มากเท่านั้น ประสบการณ์แห่งการได้เรียนรู้ สัมผัสวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น จะกลายเป็นสิ่งที่เลอค่า และผู้คนจะแสวงหาโอกาสและเวลาเพื่อได้หยุดจากวังวนแห่งเทคโนโลยีเพื่อมาสัมผัสความพื้นถิ่น กระตุ้นให้เรายังรู้ตัวและไม่ลืมว่าความเป็นมนุษย์มันมีไออุ่นให้รู้สึกคุ้นเคยและผูกพันอย่างไร

    โลกยังคงมีเสน่ห์ และน่าตื่นเต้นที่จะเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลง การเฝ้าสังเกตเทรนด์ในด้านต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจอย่างมี Wisdom เราเฝ้าสังเกต และหยิบจับประเด็น ตีความสู่การใช้งานของภาคธุรกิจไทย ก้าวสู่โลกยุคใหม่ที่จะพาเราเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลไปด้วยกันครับ

    ———————————–

    ข้อมูลโดย BaramiziLab ศูนย์วิจัยแนวคิดแห่งอนาคตและการออกแบบ
    Future Concept and Design Research Lab

    Credit:
    www.aol.com
    www.forbes.com
    www.trendwatching.com
    www.businessinsider.com

  • 2018 !! กับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไม่มีจุดสิ้นสุดที่คาดการณ์ได้ ตอนที่ 1

    2018 !! กับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไม่มีจุดสิ้นสุดที่คาดการณ์ได้ ตอนที่ 1

    2018 !! เรากำลังเผชิญหน้ากับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไม่มีจุดสิ้นสุดที่คาดการณ์ได้

    :: 2017 Year in Review and Mega Trend 2018 :: ตอนที่ 1

    สวัสดีครับผู้ติดตามเพจ Baramizi ทุกท่าน สัปดาห์นี้ Future Trend by BaramiziLab ขอประเดิมเปิดต้นปีด้วยการเล่าสู่กันฟังถึงเทรนด์ภาพใหญ่ หรือ Mega Trend แนวโน้มใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ประจำปี 2018 ที่เราภาคธุรกิจจำเป็นต้องจับตาระแวดระวังไปพร้อมๆ กับการค้นหาโอกาสจากมันมีอะไรบ้าง มาไล่เรียงกันเลยครับ

    ก่อนจะพาก้าวสู่ 2018 เราจำเป็นที่จะต้องรู้รากที่มาที่ไปของ Mega Trend กันก่อน และภาพรวมของปี 2017 เกิดอะไรขึ้นบ้างจนเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 2018 ขึ้น ในการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นหรือ Forecast อนาคตที่กำลังจะมานั้น เราจะศึกษา Issue สำคัญๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน 5 ประเด็นหลักๆ ที่เราเรียกว่า STEEP Framework ซึ่งประกอบด้วย Social / Technology / Environment / Economy / Political ถ้าเราติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง เราจะสังเกตว่าประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นแบบมีสัญญาณเตือน เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ ซึมทราบซึมซับ ตอกย้ำหลายครั้งเข้าจนเราเริ่มเชื่อว่ามันเป็นแนวโน้มที่กำลังเดินทางมาจริงๆ จนเรายอมรับมันอย่างหมดใจในที่สุด…นี่คือคุณสมบัติของ Mega Trend

    ถ้าเราเป็นผู้บริโภค…เราคง Follow Trend ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปรอบๆ ตัวเราอย่างสนุกสนาน…แต่วันนี้เราเป็นภาคธุรกิจ…เราจะนอนรอมันเกิดขึ้นมาแล้วค่อยเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ เพราะโลกใบนี้มันไม่รอเรา วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้เทรนด์ และทบทวนธุรกิจเพื่อออกแบบอนาคตให้กับการเติบโตของธุรกิจคุณ

    – ในปี 2017 ที่ผ่านมา มี Agenda สำคัญๆ เกิดขึ้น ดังนี้ –

    1. ปีแห่งการค้นพบ
    อันที่จริงการค้นพบอะไรใหม่ทางวิทยาศาสตร์ในโลกใบนี้เกิดขึ้นแทบจะทุกวันโดยที่เราในฐานะผู้บริโภคแค่ยังไม่รู้ตัวเพราะการค้นพบเหล่านี้มันเป็นอะไรที่ต้นน้ำมากๆ มันยังไม่ผลิดอกออกผลมาให้เราจับต้องหรือซื้อหาได้ เราจึงไม่ค่อยรู้เรื่องไปกับเค้าเท่าไหร่ ปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยได้ค้นพบสิ่งสำคัญๆ ในหลากหลายหมวดหมู่ ทั้งด้านภูมิประเทศ​ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ อาทิ
    • ทวีปใหม่ – มีการค้นพบแผ่นดินทวีปใหม่ในมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้
    • ดาวเคราะห์ดวงใหม่ 7 ดวง โดย Nasa
    • ค้นพบการก่อตัวของแร่ Gold และ Platinum ในจักรวาล
    • ค้นพบวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ด้วยการใช้เซลล์ของคนไข้เอง
    • เกิดเครื่องมือ Body-scanning สำหรับทารกโดยเฉพาะทำให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในการใช้งาน
    • นักวิจัยเข้าใกล้ความสำเร็จในการวิจัยเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะของหมูเข้าไปในตัวคน
    • Space X สามารถทดลองจนใช้ Recycle Rocket Booster ที่จะไม่ทำลายตัวเองได้สำเร็จ

    ยังมีอีกหลายสิ่งที่นักวิจัยในโลกใบนี้กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อค้นคว้าและค้นพบมันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทางพวกเราชาวโลก 2017 นี้นับได้ว่าเป็นปีที่ต้องจารึกผลงานหลายๆ อย่างที่จะต้องกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกของเราอย่างแน่นอนครับ

    2. ภัยพิบัติจากธรรมชาติยังคงรุกรานอย่างต่อเนื่องในทุกจุดทั่วโลก
    ผมเชื่อว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผู้อ่านทุกท่านยอมรับไปโดยปริยายแล้วล่ะครับ ว่าโลกนี้ของเราไม่เหมือนเดิม เพราะเราได้รับข่าวสารถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยพิบัติแปลกๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อย้อนเช็คดูแล้ว ในปี 2017 ก็เกิดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พายุ, น้ำท่วม, ดินถล่ม, ไฟป่า, แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด ด้วยการเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ที่เกิดการ Feed ข่าวอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงในหลายๆ แง่มุม ทำให้เรารับรู้ข่าวคราวได้ถี่ขึ้น เข้าถึงจุดเล็กๆ ในเหตุการณ์ที่สะเทือนใจได้มากขึ้น สิ่งนี้ล่ะครับคือตัวกระตุ้นที่ทำให้ ‘โลกที่ไม่เหมือนเดิม’ มันถูกตอกย้ำและแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเรามากขึ้นและต้องยอมรับว่าลึกๆ แล้วเราทุกคนก็กลัว แต่ก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

    3. การเมืองสั่นไหว เชิญชวนให้พวกเรารู้สึกตื่นตระหนกเล็กๆ ในความไม่แน่นอน
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้นำคนสำคัญของโลกที่เราต้องคอยเฝ้าสังเกตนโยบายที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเขา คือสหรัฐอเมริกา ในปี 2017 นี้ ผู้นำคนสำคัญได้มีการประกาศกฎและระเบียบอะไรใหม่ๆ ที่กระทบต่อความเชื่อและความร่วมมือในระดับสากลในหลายๆ ประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การยกเลิกมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม, การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย, การ Walk Away จากข้อตกลง Paris Climate Agreement และอื่นๆ ที่ส่อให้เห็นว่าจะเกิดปัญหาที่สั่นคลอนความร่วมมือของชาติต่างๆ ยังทำให้เราต้องจับตาต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือผลลัพธ์ของสิ่งที่ได้ประกาศไปแล้วในปีที่ผ่านจะเป็นอย่างไร ประกอบกับการกวนน้ำให้ขุ่นของผู้นำเกาหลีเหนือที่สร้างความปั่นป่วนมวนท้องให้เราต้องติดตามว่าเกิดสงครามอะไรหรือไม่ และการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ไม่หายจากไป เหล่านี้เป็นสภาวะความไม่แน่นอนที่กระทบกับการวาดฝันถึงอนาคตของเราแบบเบาๆ และคงต้องจับตากันต่อไปโดยวางใจอะไรไม่ได้

    4. กระแสสังคมที่กระหึ่มขึ้นมาต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ
    ในปีที่ผ่านมาด้วยการเติบโตของ Social Media ที่ทำให้อำนาจของสื่ออยู่ในมือประชาชน ข่าวต่างๆ ที่เคยถูกปกปิดก็เปิดเผยได้ง่ายขึ้นเพราะเรามีหมู่มวลสังคมโลกที่พร้อมจะยืนหยัดอยู่ข้างความถูกต้อง ในปี 2017 นี้ข่าวของบรรดาผู้ชายที่มีสถานะทางสังคมในระดับประเทศหลายคนถูกเปิดเผยถึงการประพฤติปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสมต่อเพศหญิงตั้งแต่ด้วยวาจา จนไปถึงการกระทำที่หลากหลายระดับความรุนแรง จนเกิดการปลุกกระแส ที่มีผู้หญิงที่มีชื่อเสียงบางคนออกมาตีแผ่เรื่องราวของตนเองด้วย Hashtag #MeTooทำให้เกิดการปลุกกระแสความกล้าหาญในตัวของผู้หญิงทั้งโลกที่เผชิญกับชะตากรรมเดียวกันกล้าที่จะออกมาแบ่งปันเรื่องราวไปด้วยกัน ปี 2017 จึงนับเป็นปีที่เรื่องราวทางสังคมที่ในความเป็นจริงมันรายล้อมอยู่รอบตัวเราและฝังรากลึกมานานแต่ถูกกระตุกให้สังคมหันมาให้ความสำคัญ ให้ความสนใจ และไม่หลับหูหลับตามองข้ามและยอมรับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นและช่วยอะไรไม่ได้อีกต่อไป

    5. ปีแห่งการประกาศล้มละลายของหลายแบรนด์ดัง (USA) ที่หลายแบรนด์มีสาขาไปทั่วโลกในกลุ่มธุรกิจรีเทล
    การเติบโตของ E-Commerce ที่เราในฐานะผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายและประสบการณ์แห่งการให้บริการที่ยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราติดใจและใช้ต่อเนื่อง พฤติกรรมบางอย่างของเราจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปจนส่งผลต่อผลประกอบการของแบรนด์เหล่านี้ เป็นที่มาที่ปี 2017 นี้มีรายงาน Retail Brand ชื่อดังอย่างน้อย 15 แบรนด์ ที่ออกมายอมรับว่าไปต่อในโมเดลธุรกิจแบบเดิมไม่ไหวอีกต่อไปด้วยการเติบโตของ Amazon ทำให้ Traffic ของคนที่มาเดินห้างในโลกออฟไลน์ลดลง ซึ่งจากรายงานบางแบรนด์​ก็ทำการลดจำนวนสาขาที่ไม่ทำกำไรลง บ้างก็ปิดตัวไปเลย บ้างก็มีผู้ลงทุนรายใหม่เพื่อเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ แบรนด์รีเทลที่ได้ออกมายอมรับนี้มีตั้งแต่ Brick-and-mortar Chain Store ร้านแฟชั่น อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ไปจนถึงห้างสรรพสินค้า เช่น Toy ‘R’ Us แบรนด์ของเล่นชื่อดัง, Gymboree แบรนด์ร้านขายเสื้อผ้าเด็ก, Radio Shack และ Hh gregg ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, The Limited, RUE 21, True Religion, Wet Seal, BCBG Max Azria, Payless ShoeSource กลุ่มแบรนด์ร้านขายแฟชั่นเสื้อผ้าและรองเท้า, Perfumania ร้านขายน้ำหอม, Vitamin World ร้านขายอาหารเสริม, Gordman’s Stores ห้างสรรพสินค้าในสหรัฐอเมริกา เหล่านี้ไม่ใช่จุดจบของความเคลื่อนไหวนี้ แต่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น…ในปี 2018 นี้น่าจะยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ยื้อต่อไปไม่ไหวและประกาศตามมาอีกไม่น้อย สิ่งที่ภาคธุรกิจบ้านเราต้องเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้คือ เคสที่ปรับตัวแล้วประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างไร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีอะไรที่คุณต้องรู้บ้าง

    เหล่านี้คือความจริงที่เกิดขึ้น และกระทบจิตใจของเรา บ้างก็กระทบให้เรารู้สึกมีส่วนร่วมต้องทำอะไรสักอย่างในฐานะผู้บริโภค บ้างก็กระตุ้นเตือนให้ต้องจับตามอง บ้างก็กระตุกให้ต้องคิดว่าเราต้องวางแผนอนาคตที่จะเปลี่ยนถ่ายธุรกิจแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ส่งผลอะไรต่อ Mega Trend 2018 บ้าง..เราจะมาติดตามเรียนรู้ไปด้วยกันในสัปดาห์หน้าครับ

    Credit:
    www.aol.com
    www.forbes.com
    www.trendwatching.com