Author: admin

  • Stitch , สังคมออนไลน์สำหรับผู้สูงวัย

    Stitch , สังคมออนไลน์สำหรับผู้สูงวัย

    สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) ถือเป็นอีก Mega Trend สำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้คน เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เกิดปัญหาต่างๆ ที่ตามมา เช่นเดียวกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เติบโตขึ้นเพื่อรองรับเทรนด์นี้. “สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)  โดยนิยามแล้วหมายถึง ปรากฎการณ์ที่ผู้สูงอายุมีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด” ซึ่งเกิดขึ้นจาก การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ตลอดจนสาธารณสุขและพยาบาลของประเทศที่ถูกยกระดับขึ้นทำให้ประชาชนมีอายุยืนและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประกอบกับ นโยบายการวางแผนครอบครัวที่ทำให้อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว

    สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมในหลายๆ ด้าน ทำให้การผลิตลดและรายได้ประชาชาติลดลง, การเพิ่มสวัสดิการและการรักษาพยาบาล รวมไปถึงแง่ของปัจเจก มีผู้เกิดปัญหาทางด้านสภาพจิตใจและสุขภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ทำใช้ค่าใช้จ่ายในการดูแลและรักษาสุขภาพร่างกายเพิ่มมากขึ้น

    Insight ของผู้สูงอายุเรื่องหนึ่งคือการที่พวกเขาต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า ถึงแม้จะเลือกอาศัยอยู่กับครอบครัวเป็นลักษณะ Multi Generation Family แต่ในช่วงเวลาตอนกลางวัน ที่คนวัย Millennials ไปทำงาน พวกเขาก็ไม่มีอะไรทำ ต้องอยู่บ้านอย่างเงียบเหงา ทั้งที่จริงๆ ผู้สูงอายุต้องการที่จะมีเพื่อน  อยากหาเพื่อนใหม่ๆ และผู้สูงอายุจำนวนมากก็ยังอยากทำอะไรต่ออะไรมากมาย แต่ไม่มีเพื่อนที่จะทำกิจกรรมนั้นด้วยกัน

    นั่นจึงทำให้เกิดการออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ขึ้นมารองรับความต้องการนี้ของผู้สูงอายุผ่าน Key Experience ที่เรียกว่า “Drive Community Though Platform” หรือการสร้างสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ด้วยยุคสมัยที่สมาร์ทโฟนแพร่หลาย คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึง Internet ได้ ทำให้วัยเก๋าทั้งหลายสามารถเชื่อมโยงกัน ติดต่อกัน หาเพื่อนใหม่ และสร้างเครือข่ายสังคมขึ้นมา.  วันที่เราจะลองยกตัวอย่าง Stitch หนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

    Stitch ออกแบบมาด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกประเทศทั่วโลก และแก้ปัญหาภาวะที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและซึมเศร้า ซึ่งนั่นอาจเกิดขึ้นกับใครก็ตามในช่วงเวลาของชีวิต  Stitch สามารช่วยให้สมาชิกค้นหาเพื่อน, หรืออาจพัฒนาไปเป็นความสัมพันธ์โรแมนติค  และโอกาสในการรวมกลุ่มเพื่อทดลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ด้วยฟีเจอร์ในการรวมกลุ่มของคนที่คิดอะไรเหมือนๆ กัน, อยากทำกิจกรรมอะไรเหมือนกันๆ หรือไปเที่ยวด้วยกัน

    สิ่งที่ทำให้ Stitch แตกต่างก็คือการสร้าง Community ขึ้นมา  โดยเป็นสร้างจากสมาชิก เพื่อสมาชิก นั่นหมายความว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในสังคมแหงนี้ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่ออกแบบมาให้คนได้มาใช้เวลาร่วมกัน, พูดคุยแลกเปลี่ยนกับสมาชิกคนอื่นๆ รอบโลก, ทริปท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม, สมาชิกทุกคนต่างมีส่วนช่วยในการสร้างเครือข่ายสังคมขึ้นมาและทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น การออกแบบประสบการณ์ของ Stitch มีหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ ได้แก่

    – ระบบหาเพื่อน: ด้วยระบบการค้นหาโพรไฟล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โฟกัสไปที่คอนเนคชันระดับคุณภาพ โดยการจับคู่ความสนใจและกิจกรรมที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจุดยืนที่ชัดเจนของ Stitch คือไม่ใช่เว็บไซต์หาคู่ เพราะ Stitch สามารถที่จะเลือกการตั้งค่าระดับความสัมพันธ์ได้ว่าอยากจะค้นหาเพื่อนหรือคนรัก ซึ่งนั่นแตกต่างจากประสบการณ์ที่คุณจะได้จากเว็บหาคู่ ซึ่งมักจะถูกออกแบบมาเพื่อจะดึงเงินคุณให้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้ใช้งานจะรู้สึกไม่พอใจและออกจากเว็บไซต์ไป เว็บไซต์เหล่านี้จะรั้งคุณไว้ ทั้งด้วยการสร้างโพรไฟล์ปลอมขึ้นมา, และทุกวิถีทางที่จะทำให้คุณยากที่จะยกเลิก Account ของคุณ

    – กิจกรรม: ผู้ใช้ Stitch ชอบที่จะไปไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม ด้วยการออกแบบทำให้ง่ายที่จัดกลุ่มขึ้นมาจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ

     

    – ระบบรักษาความปลอดภัย: หนึ่งในสิ่งที่ Stich ให้ความสำคัญคือเรื่องความปลอดภัย ผู้ใช้งานทุกๆ คนจะต้องยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งาน นั่นจะเป็นการกรองคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเท่านั้น เพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่อาจแผงตัวเข้ามา

    – ไม่ใช่ Social Network เพราะ Social Network ที่มีในตลาดมักจะอ้างอิงถึงเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนที่พวกเขารู้จักกันในโลกจริงๆ อย่าง Facebook ก็จะเชื่อมโยงเพื่อนจริงๆ ของคุณ หรือ Linkined ก็จะเชื่อมโยงคนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานของคุณ ซึ่งนักลงทุนจะชอบ Social Network เหล่านี้เพราะพวกเขาสามารถสร้างโอกาสในการทำเงินมหาศาลจากข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลความสนใจต่างๆ ของคุณ ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่   แต่ Stitch เคลมว่าพวกเขาไม่ทำแบบนั้น เพราะ Stitch ไม่รู้ข้อมูลอะไรของคุณ, ไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร และคุณไม่ได้เข้ามาที่ Stitch เพื่อจะบอกว่าคุณรู้จักใครบ้าง แต่คุณเข้ามาที่ Stitch เพราะคุณอยากจะหาเพื่อนใหม่   

    โดยรวมแล้ว Stitch จึงเป็นสังคมออนไลน์ที่ให้สมาชิกสามารถเข้าร่วม  มากกว่าจะเป็น Platform บริการที่ให้คนเข้ามาใช้งาน และนี่เป็นหนึ่งใน Case Study ที่น่าสนใจจาก Xpereince Design Future Trend 2019-20  ในหัวข้อ Senior Hub หรือคือการออกแบบประสบการณ์เพื่อรองรับการสร้าง Community สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งไม่ใช่เพียง Community ที่เป็นสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถออกมาในรูปแบบของ Online Platform ที่ในชุดวิจัยได้สรุปออกมาเป็น Key Experience  ที่ชื่อว่า “Drive Community Though Platform”

      ที่มา : https://www.stitch.net
  • สรุปเนื้อหา XPERIENCE DESIGN FUTURE TREND 2019-20 จากงาน Future Lab Forum 2018

    สรุปเนื้อหา XPERIENCE DESIGN FUTURE TREND 2019-20 จากงาน Future Lab Forum 2018

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 ทางบริษัท Baramizi Lab ได้จัดงาน Future Lab Forum 2018 โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่พูดถึงข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุด Xperience Design Future Trend 2019-20 สำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ  โดยข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุดนี้จะกล่าวถึงแนวโน้มการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เป็นโอกาสใหม่ๆ ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยที่สอดรับกับแนวโน้มพฤติกรรมและความต้องการของคนไทย กระบวนการวิจัยนี้ผสมผสานการทำงานด้วยการสังเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเชื่อมโยงกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และทัศนคติของคนไทยที่กำลังต้องการซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงมีการจัดทำ Trend Lab Test กับผู้บริโภคชาวไทยโดยตรงว่า มีแนวโน้มสนใจแนวคิดแบบใดมากที่สุดในการมองหาที่อยู่อาศัยของพวกเขาทำให้เราได้ข้อมูลวิจัยเทรนด์ที่มีมิติในทุกแง่มุมทั้งจากแนวโน้มทั่วโลก จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ และจากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคนไทย ผลการวิจัยทั้งหมด ทำให้เราพบแนวโน้มของการออกแบบประสบการณ์อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด จำนวน 27 เทรนด์ (ครอบคลุมทุกมิติของ Key Imapct ทางด้าน Mega Trend ที่เข้ามากระทบกับทัศนคติการอยู่อาศัยของผู้คน) โดยภายในงานวิทยากรได้หยิบยกเอา 9 เทรนด์ที่น่าสนใจมาเล่าให้ผู้เข้าร่วมงานฟัง ซึ่งมีรายละเอียดังต่อไปนี้   1. Interlock Life : Combine & Separate Space เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ คือ แนวโน้มการออกแบบพื้นที่พักอาศัยที่สามารถรองรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลาย Generation หรือที่เรียกว่า (Multi-Generation Family) ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน ด้วยอิทธิพลของ Ageing Society นี่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กลุ่มผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวได้ในบ้าน โดยไม่ต้องแยกที่พักอาศัย  ซึ่งในประเทศไทยมีแนวโน้มจะอยู่ร่วมกันในลักษณะนี้อยู่แล้ว ด้วยค่านิยมของไทยที่ลูกต้องดูแลพ่อแม่ แต่ความน่าสนใจคือเทรนด์นี้เติบโตขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมของการแยกครอบครัว สาเหตุหลักเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economy Depress) ที่ทำให้คนวัย Millennial เลือกที่จะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

    หัวใจหลักในการออกแบบประสบการณ์นี้คือ การสร้างสรรค์ Function แบบ ‘Combine’ (ใช้เวลาร่วมกันได้พร้อมหน้าพร้อมตา) และ ‘Separate’ (พื้นที่ส่วนตัว) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งสองส่วน 

     

     2. Hybrid : ผสมผสานการใช้งานที่สร้างมิติให้ชีวิต Hybrid คือแนวคิดการแก้ปัญหาการใช้พื้นที่ที่มีอย่างจำกัด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ให้สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกกิจกรรมภายในพื้นที่ที่จำกัด และสามารถรองรับ Lifestyle ที่หลากหลายผสมผสานของผู้ใช้งานได้

    ในประเทศไทยเราเห็นแนวคิดลักษณะนี้ใน Luxury Segment เพื่อสร้าง Value ให้โครงการ ความท้าทายก็คือจะทำอย่างไรให้เทรนด์นี้สามารถเข้าถึงผู้อยู่อาศัยคนไทยได้ทุกระดับ โดยเฉพาะที่พักอาศัยที่ราคาไม่สูงและมีพื้นที่จำกัด เพื่อสามารถแก้ไข Pain Point ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย

     

    3. Elsewhere : ที่ไหนสักแห่งที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ คือแนวคิดความหรูหราด้วยแนวทางใหม่ ที่ไม่ได้แสดงออกเพียงการตกแต่งภายใน แต่เป็นการสร้างความรู้สึก หรือประสบการณ์ที่พิเศษ, แตกต่าง และเกินความคาดหมาย แม้จะอยู่ในที่พักอาศัยแต่เหมือนได้ออกไปที่ไหนซักแห่งเพื่อช่วยแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

    จากประสบการณ์การทำวิจัยในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ คำตอบที่เราพบบ่อยๆจากกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาที่พักอาศัยก็คือ อยากได้ที่พักอาศัยที่ “ให้รู้สึกเหมือนอยู่รีสอร์ท” ซึ่งสะท้อน Insight ด้าน Escape ความอยากหลีกหนี ไปที่ไหนซักแห่ง  + Status สามารถสะท้อนตัวตอน และได้รับการยอมรับ

     

    4. AI Friend : เพื่อนคนใหม่ ผู้ช่วยส่วนตัว คือแนวคิดในการควบคุม ดูแล ระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน ผ่านระบบ A.I.  (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์  ที่จะเรียนรู้จากการเก็บข้อมูลพฤติกรรม, อารมณ์, รูปแบบการใช้งานของผู้พักอาศัย และแนะนำ หรือปรับระบบต่างๆ ภายในบ้านเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับผู้อยู่อาศัย เป็นที่รู้กันว่า AI กำลังมาและมันจะเปลี่ยนแปลงโลกทุกวงการ  เช่นเดียวกันในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี A.I. เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    5. Live Life Servable Tech : เทคโนโลยีสายบริการเพื่อการใช้ชีวิต คือการใช้เทคโนโลยีของ Digital Platform ที่เข้ามาช่วยด้าน… “Live” การอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย เช่น การซ่อมบำรุง, การทำความสะอาดต่างๆ และการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตต่างๆ “Life” การบริการเพื่อสร้างความสะดวกให้การใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย, การดูแลตัวเอง เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้พักอาศัย

    เทคโนโลยี Digital Platform ได้เข้ามาปฏิวัติธุรกิจในทุกวงการ  เช่นเดียวกับในวงการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งก็มี Pain Point ที่สำคัญอย่างปัญหาการตรวจซ่อมก่อนการส่งมอบโครงการ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับผู้พักอาศัย รวมถึงการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลางที่มีจำกัดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา Classic และยังมีความสะดวกในการใช้ชีวิตอีกมากมายที่ Digital Platform สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ 

    ปัจจัยเร่งที่สำคัญคือ Delveloper ได้ประโยชน์ ครอบครองเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อเป็น Chanel ใหม่ๆ ในการสื่อสาร, และทำให้แบรนด์ได้ Big Data ข้อมูลการใช้ชีวิตของลูกบ้าน และยังสามารถต่อยอดไปเป็น Payment Gateway ใหม่ๆ ได้

    จากการทดสอบเทรนด์นี้กับกลุ่มเป้าหมายคนไทย Live Life Servable Tech ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 1 จาก 27 เทรนด์ทั้งหมด

    6. Self – Energerate : ผลิตใช้เอง ปลูกกินเอง คือแนวคิดของการผลิตพลังงาน ทั้งพลังงานไฟฟ้า, รวมถึงอาหาร ขึ้นใช้เองภายในที่พักอาศัยส่วนบุคคล หรือชุมชนนี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการพัฒนาอย่างอย่างยั่งยืนหรือ Sustainable Development  เมื่อแนวโน้มการบริโภคพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด และวิกฤตอาหารที่กำลังจะมาถึงจากผลกระทบของสภาพอากาศที่แปรปรวน

    จากการทำวิจัย Local Movement ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยไม่ได้รับความนิยมมากนัก  แต่ที่เราเลือกเทรนด์นี้มาเล่าให้ฟังเพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ที่ในบทบาทของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ควรจะต้องเริ่มที่จะมีมันอยู่ในกระบวนการคิดเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆออกมาสู่ตลาด ซึ่งยังมีเทรนด์อีกหลายตัวภายใต้ 27 เทรนด์ที่เกี่ยวของกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    7. Well-Living Tech : เทคโนโลยีและ Gadget 
เพื่อสุขภาพและความสมดุล คือการผสมผสานระหว่าง 3 คำ คือ Well-being (สุขภาวะที่ดี) + Living (การอยู่อาศัย) + Tech (เทคโนโลยีและ Gadget ต่าง) โดยรวม Well-Living Tech คือ Gadget และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถูกใช้ในที่พักอาศัย เพื่อช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย 

    แนวโน้มด้านการดูแลสุขภาพกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง  อุตสาหกรรม Wellness มีสูงถึง 3.7 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ และ Healthtech เติบโตสูงถึง 20% ต่อปี

    นอกเหนือจากกลุ่มเป้าหมายที่ Concern เรื่องสุขภาพอย่างจริงจังและเลือกใช้ Health Gadget อยู่แล้ว  แต่คนธรรมดาๆ ที่ยังขี้เกียจออกกำลังกาย ยังตามใจปากตัวเองอยู่ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาให้เค้าสามารถเข้าถึง “สุขภาพที่ดีอย่างสำเร็จรูป”  เพราะผู้บริโภคกระแสหลักมีแนวโน้มเปิดรับเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขามีสุขภาพดีมากขึ้น เห็นได้จากผล Local Movement ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคนไทยนิยมเทรนด์นี้สูงเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด

    8. Absolutely Relax : จิตวิญญาณแห่งการพักผ่อนอย่างที่สุด คือ การออกแบบพื้นที่สำหรับการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย 

    จากผลกระทบด้าน Urbanization เมืองขยายตัว ทำให้คนเมืองต้องเจอกับผลด้านลบต่างๆ มากมาย   การแข่งขันสูงนำมาซึ่งความเครียด และเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ, พื้นที่พักอาศัยที่จำกัดทำให้แทบไม่มีพื้นที่สำหรับพักผ่อน  คุณภาพชีวิตโดยภาพรวมจึงมีแนวโน้มต่ำลง เกิดเป็นปัญหาด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ จึงเป็นที่มาที่ทำให้คนโหยหาความผ่อนคลายที่ทำให้พวกเขาสามารถพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

    9. We-Tribe : ชนเผ่าของเรา คือพื้นที่เฉพาะกลุ่มของคนที่มีจุดร่วมเดียวกัน มีอะไรเหมือนกัน แชร์ความสนใจร่วมกัน เพื่อที่จะเข้าอกเข้าใจกัน รวมกลุ่มกันเพื่อร่วมกันจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ ในกลุ่ม หรือเพื่อแสดงพลังอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งโดยปกติเราพบการรวมกลุ่มของคนที่มีความสนใจเหมือนกันอยู่บ้างในช่องทาง Online, Event, Hospitality แต่ความท้าทายก็คือ จะเป็นไปได้ไหมหากจะมีการออกแบบพื้นที่แบบบนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของที่พักอาศัยระยะยาว โดยอาจอยู่ในบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง หรืออาจปรากฏในรูปแบบของ Online Platform ต่างๆ ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมลูกบ้านที่จุดร่วมเดียวกันให้สามารถหากันเจอ

      และทั้งหมดนี้ก็เป็น 9 เทรนด์ ที่ทาง Baramizi Lab ศูนย์วิจัยคอนเสปแห่งอนาคต ได้หยิบยกเอามาเล่าให้ทุกท่านฟัง แต่นอกเหนือไปจากนี้เรายังมีเทรนด์อื่นๆ อีกที่จะอยู่ใน 27  เทรนด์ของข้อมูลวิจัยเทรนด์ XPERIENCE DESIGN FUTURE TREND 2019-20  ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจ การใช้งานข้อมูลวิจัยเทรนด์อย่างถูกต้องจึงควรเป็นการใช้ข้อมูลวิจัยเทรนด์เป็นภาษากลางในการบูรณาการทีมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันเพื่อคลอดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นแบบฉบับขององค์กรเอง ผ่านกระบวนการ Trend Gymnasium Workshop   หากท่านใดสนใจสามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดชุดข้อมูลวิจัยได้ที่ Link ด้านล่างนี้ XPERIENCE DESIGN FUTURE TREND 2019-20 ครั้งแรก !! กับข้อมูลวิจัยเทรนด์สำหรับการพัฒนาธุรกิจของวงการอสังหาริมทรัพย์
  • XPERIENCE DESIGN FUTURE TREND 2019-20 ครั้งแรก !! กับข้อมูลวิจัยเทรนด์สำหรับการพัฒนาธุรกิจของวงการอสังหาริมทรัพย์

    XPERIENCE DESIGN FUTURE TREND 2019-20 ครั้งแรก !! กับข้อมูลวิจัยเทรนด์สำหรับการพัฒนาธุรกิจของวงการอสังหาริมทรัพย์

    Fast to Forward…

    ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคแห่ง “ปลาเร็ว”​ กิน “ปลาช้า”​ Baramizi Lab ผู้เชี่ยวชาญการจัดทำวิจัย Future Lab ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม ความต้องการของผู้บริโภคคนไทย และแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ๆ ในวงการอสังหาริมทรัพย์รอบโลกมาโดยตลอด เราครุ่นคิดว่าทำอย่างไรให้สามารถเกิดองค์ความรู้ในการพัฒนาธุรกิจในวงการนี้ให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

    เราจึงสร้างนวัตกรรมทางกระบวนการทำงานขึ้นโดยการจัดทำข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุด Xperience Design Future Trend 2019-20 สำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ ข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุดนี้จะกล่าวถึงแนวโน้มการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เป็นโอกาสใหม่ๆ ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยที่สอดรับกับแนวโน้มพฤติกรรมและความต้องการของคนไทย โดยใช้กระบวนการวิจัยเทรนด์ที่เรียกว่า “Glocal Movement Trend Methodology” ดังภาพ

    กระบวนการวิจัยนี้ผสมผสานการทำงานด้วยการสังเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเชื่อมโยงกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และทัศนคติของคนไทยที่กำลังต้องการซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงมีการจัดทำ Trend Lab Test กับผู้บริโภคชาวไทยโดยตรงว่า มีแนวโน้มสนใจแนวคิดแบบใดมากที่สุดในการมองหาที่อยู่อาศัยของพวกเขาทำให้เราได้ข้อมูลวิจัยเทรนด์ที่มีมิติในทุกแง่มุมทั้งจากแนวโน้มทั่วโลก จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ และจากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคนไทย

    ผลการวิจัยทั้งหมด ทำให้เราพบแนวโน้มของการออกแบบประสบการณ์อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด จำนวน 27 เทรนด์ (ครอบคลุมทุกมิติของ Key Imapct ทางด้าน Mega Trend ที่เข้ามากระทบกับทัศนคติการอยู่อาศัยของผู้คน) การเข้าใจให้กระจ่างถึงโอกาสทั้งหมดที่เป็นไปได้สำคัญมากสำหรับการวิเคราะห์หาเส้นทางที่แบรนด์ต้องการเดินหน้าธุรกิจไป เนื้อหาทั้งหมดที่คุณจะพบในงานวิจัยฉบับนี้ ประกอบด้วย

    Introduction: บทนำ

    1. Why ‘Xperience Design’: ทำไมการออกแบบประสบการณ์จึงสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจ

    2. Trend Research Methodology: เราจัดทำชุดข้อมูลวิจัยเทรนด์อย่างไร

    3. The Key Impact of the Year: จาก Mega Trend สู่ผลกระทบต่อวงการอสังหาริมทรัพย์ประจำปี 2019-20

    4. Xperience Design Future Trend 2019-20: แนวโน้มการออกแบบประสบการณ์ของวงการอสังหาริมทรัพย์ประจำปี 2019-20 (จำนวน 27 เทรนด์)

    5. Local Movement: สถานการณ์พฤติกรรมและทัศนคติของคนไทย และเทรนด์แบบใดที่คนไทยมีแนวโน้มตอบรับมากที่สุด

    6. The Future Business Opportunities: โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

    ข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุด Xperience Design Future Trend 2019-20 นี้ คือเครื่องมือของการพัฒนาธุรกิจ การใช้งานข้อมูลวิจัยเทรนด์อย่างถูกต้องจึงควรเป็นการใช้ข้อมูลวิจัยเทรนด์เป็นภาษากลางในการบูรณาการทีมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันเพื่อคลอดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นแบบฉบับขององค์กรเอง Workflow การทำงานที่ทำให้องค์กรเข้มแข็งในการออกนวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกแล้วคาดการณ์ผลลัพธ์ไม่ได้ จึงควรมีกระบวนการ ดังนี้

    ความแตกต่างระหว่างข้อมูลวิจัยเทรนด์ของ Baramizi Lab และข้อมูลเทรนด์ทั่วๆ ไป

    สำหรับองค์กรใดสนใจต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ คุณนนท์นลิน (ป่าน)  / 063-9326961  nonnalin.j@baramizi.co.th

    “Innovation distinguishes between a leader and a follower.” Steve Jobs 

    Baramizi Lab มุ่งสร้างสรรค์เครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่

  • Interlock : 1 ใน 27 เทรนด์การออกแบบประสบการณ์ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์

    Interlock : 1 ใน 27 เทรนด์การออกแบบประสบการณ์ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์

    “Interlock Life” เป็น 1 ใน 27 เทรนด์การออกแบบประสบการณ์ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ (Experience Design Future Trend 2019-20 for Property Sector) ที่ได้รับผลกระทบจาก Key Impact ด้าน Ageing Society

    ประสบการณ์แบบ Interlock  คืออะไร ?

    Interlock  คือแนวโน้มการออกแบบพื้นที่พักอาศัยที่สามารถรองรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายรุ่น (Multi-Generation Family) สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน กลุ่มเป้าหมายของประสบการณ์นี้จะตรงกันข้ามกับประสบการณ์แบบ Senior Hub คือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่กับครอบครัวมีลูกมีหลานที่เติบโตสร้างครอบครัวขนาดเล็กๆ หลายครอบครัวและมีความสุขที่จะอยู่ร่วมกัน ซึ่งในประเทศไทยมีแนวโน้มจะอยู่ร่วมกันในลักษณะนี้อยู่แล้วแต่ความน่าสนใจของปี 2019-20 แนวโน้มเช่นนี้กลับเติบโตขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมของการแยกครอบครัวซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจตกต่ำที่ทำให้คนวัย Millennial เลือกที่จะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

    ประสบการณ์นี้ถูกคิดมาเพื่อรองรับครอบครัวในหลายๆ ขนาด ทั้งครอบครัวที่มี 2 วัย (วัยทำงานอยู่ร่วมกับพ่อแม่), 3 วัย (มีทั้งรุ่นพ่อแม่และลูกๆ) หรือครอบครัวที่ใหญ่กว่านั้น หัวใจหลักในการออกแบบประสบการณ์นี้คือ การสร้างสรรค์ Function แบบ ‘Combine’ and ‘Separate’ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งสองส่วน โดยที่

    1) Combine Space คือพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตและใช้เวลาร่วมกันได้พร้อมหน้าพร้อมตา อาทิ ห้องครัว, ห้องทานอาหาร, สวนหลังบ้าน, พื้นที่เปิดโล่งอื่นๆ

    2) Separate Space คือพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดคือห้องนอน นอกเหนือจากนั้นอาจเป็นห้องทำงาน, ห้องเล่นเกมส์, ห้องเรียนหนังสือ หรือห้องที่มีการใช้งานเฉพาะอื่นๆ หรือกรณีเป็นครอบครัวอาจต้องมีห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นส่วนตัวของครอบครัว

    ความเป็นส่วนตัวคือปัจจัยสำคัญที่สุด และเป็นความท้าทายของที่พักอาศัยที่มีสมาชิกหลายครอบครัวมาอยู่รวมกัน แต่ละวัยที่อาศัยอยู่ในบ้านต้องการพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ทั้งคู่สามีภรรยาที่ต้องการมี

    เวลาโรแมนติกหรือพูดคุยเรื่องส่วนตัว และลูกๆ ก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการคุยกับเพื่อน, ทำการบ้าน หรือเล่นเกมส์ การสร้างความเป็นส่วนตัวสามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การออกแบบระบบกันเสียง,

    ระบบล็อค, หรือการตั้งกฏสำหรับครอบครัว

     

    Key Experience ในประสบการณ์แบบ Interlock คืออะไร ?

    ในโจทย์ของการสร้างประสบการณ์ให้ครอบครัวผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตได้ทั้ง 2 โหมดคือ โหมดอบอุ่นครอบครัวใหญ่ และโหมดส่วนตัวของครอบครัวเล็กตลอดจนส่วนตัวของคนแต่ละคน เป็นความท้าทายที่สถาปนิกนักออกแบบต้องพบเจอในทุกยุคทุกสมัย และบ้านแต่ละหลังก็มีการออกแบบให้ตอบโจทย์นี้ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เทคนิคการสร้างประสบการณ์ที่เราพบความน่าสนใจสำหรับปีนี้แบ่งได้เป็น 3 เทคนิคหลักๆ

    1) ‘Free’ Space

    เพิ่มพื้นที่อิสระ เพิ่มโอกาสรูปแบบการใช้ชีวิตให้สมาชิกครอบครัว ปกติบ้านหลังหนึ่งจะมีพื้นที่ส่วนกลาง (Common Area) และพื้นที่ส่วนตัว (Private Area) แนวคิดการมี Free Space เป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างบริเวณกลางบ้านที่เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่าง Common Area & Private Area เข้าด้วยกันซึ่งพื้นที่ที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดพื้นที่ส่วนตัวเฉพาะรูปแบบของสมาชิกภายในบ้านที่นอกเหนือจากห้องนอน และทำให้เกิดความอิสระของสมาชิกภายใต้การอยู่ร่วมกันในบ้านหนังใหญ่  

    2) Interlock Space การแยกพื้นที่บ้านออกเป็นส่วนตามจำนวนครอบครัวเล็กๆ ที่เป็นสมาชิกของบ้านและเชื่อมกันด้วยพื้นที่ Common Area สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันเช่น การสร้างรูปทรงของบ้านเป็นรูปแบบ Z-shaped ซึ่งเป็นรูปทรงที่ตรงไปตรงมาในการมีพื้นที่ของแต่ละครอบครัวที่ส่วนหางทั้ง 2 ฝั่งของตัว Z และส่วนลำตัวของ Z ก็คือพื้นที่ Interlock ที่ทุกครอบครัวจะมาร่วมวงกันในเวลาที่กำหนด

     

    3) Multi-living Unit สร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในแบบฉบับของตนเองเสมือนเป็น Unit ย่อยมารวมกันเป็นบ้านของครอบครัวหลังใหญ่ จุดสำคัญของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นคือ การทอนสเกลของตัวสถาปัตยกรรมให้ดูเหมือนบ้านหลังเล็กหลายๆ หลังแทนที่จะเป็นหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าอลังการ และการออกแบบประสบการณ์ที่รูปด้านของบ้านแต่ละหลังมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวและการจัดภายในที่บ้านพร้อมจะเติบโตไปกับชีวิตทุกช่วงวัยของครอบครัว

     

    ประสบการณ์แบบ Interlock Life จะประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือไม่ ?

    Baramizi Lab เลือกเทรนด์นี้ให้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจลำดับต้นๆ เนื่องจากตรงกับจริตครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนชนชั้นกลางขึ้นไปที่อยู่ในเมือง เมื่อถึงวัยที่พ่อแม่ต้องการการดูแลที่มากขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้จะค้นหา Solution ที่เป็นคำตอบของครอบครัว ประสบการณ์แบบ Interlock Life จึงเป็นคำตอบของพวกเขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การปรับปรุงบ้านหลังเดิมให้ตอบโจทย์ครอบครัวที่ขยายใหญ่ขึ้นก็น่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน

     

    ประสบการณ์แบบ Interlock Life นำไปต่อยอดอะไรได้บ้าง ?

    หากมองแบบผิวเผินประสบการณ์แบบ Interlock Life ดูจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบตัวบ้านเป็นหลัก แต่การต่อยอดโดยเกิดจากการเข้าใจ Insight ของกลุ่มเป้าหมายเช่นนี้ เราสามารถแตกไอเดียออกได้เป็นโอกาสในหลายๆ ประสบการณ์ เช่น

    1) ประสบการณ์ด้านสินค้าสามารถนำ Interlock Life ไปใช้กับการคิดคอนเซปท์ของโครงการ ตัวบ้านทั้งหลัง กระทั่ง Space บางส่วนของบ้าน เช่น

    โครงการสำหรับครอบครัวหลายวัย (Multi-generation) โดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีแบบบ้านที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีจำนวนครอบครัวย่อยแต่ละรูปแบบ เช่น 3 ครอบครัวในบ้านเดียว, 2 ครอบครัวในบ้านเดียว เป็นต้น

    การสร้างสรรค์ Space ภายในที่พื้นที่ Interlock Life ให้เปี่ยมไปด้วยความหมาย และเพิ่มพื้นที่ ‘Free’ Space สำหรับสมาชิกในครอบครัว

    ทางเลือกของการ Combine Unit เช่น เสนอซื้อ 2 หลังที่ติดกันให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่โดยเพิ่มทางเลือกของไอเดียการต่อเติมที่ทำให้เกิด Multi-Living Unit

    ไอเดียของบ้านที่เติบโตไปพร้อมกับครอบครัว

    – Universal Design การออกแบบที่ลงถึงรายละเอียดของการใช้งาน และความปลอดภัยสำหรับการมีผู้สูงอายุในบ้าน

    2) ประสบการณ์ด้านการบริการเมื่อเราเข้าใจใน Insight ของกลุ่มนี้ที่เกิดขึ้นต่อยอดไปยังประสบการณ์อื่นๆ ได้ เช่น การสร้างเทคโนโลยีหรือ Platform ที่เชื่อมโยงคนในครอบครัวเข้าด้วยกัน เหมือนสร้างสภาวะ Interlock Lifeให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ในออนไลน์เพื่อขยายเวลาแห่งการ Interlock Life ของครอบครัวให้เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน, เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลความปลอดภัยและการช่วยเหลือที่ทันท่วงทีของผู้สูงอายุที่อยู่บ้านลำพัง

    3) ประสบการณ์ด้านบรรยากาศควรคำนึงถึงบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยทั้งวันของผู้สูงอายุ และอาจมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับการดูแลสุขภาพร่างกายของพวกเขา

    4) ประสบการณ์ด้านการสื่อสารความอบอุ่นของครอบครัวเป็นประเด็นที่จับใจคนไทยเป็นอย่างมาก เมื่อเราคิดและสร้างสรรค์ประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่ตอบโจทย์เป็นอย่างมากแล้ว ไอเดียการสื่อสารที่เป็นไปได้ เช่น การกระตุ้นความรู้สึกโหยหาในการได้อยู่ร่วมกัน หรือการได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพ่อและแม่เพื่อตอบแทน เป็นต้น

      ตัวอย่าง Case Study ที่น่าสนใจของ Interlock Life ได้แก่ A Multi-Generational Home In Maebashi

    Architect  : Shinta Hamada Architects   Location : Japan Brand Experience :  Product

    • Insight : เจ้าของบ้านอยากได้บ้านที่แตกต่างและเติมเต็มบริบทโดยรอบที่เป็นธรรมชาติ และอีกความท้าทายสำหรับสถาปนิกคือความต้องการใช้ชีวิตแบบ multi-generation space ภายใต้พื้นที่ที่จำกัด
    • Idea :  การสร้างให้ครอบครัวที่มีความหลากหลายที่มีทั้ง วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่  และผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสะดวกสบาย ในพื้นที่จำกัด
    • Execution : ด้วยโจทย์ของผู้พักอาศัยซึ่งเป็น Multi Generation Family  นักออกแบบจึงการออกแบบพื้นที่ให้ครอบครัวมีพื้นที่ว่างส่วนตัวที่เป็นอิสระ  และสร้างพื้นที่สำหรับให้ทุกคนสามารถ รวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันได้  พื้นที่ส่วนตัวจะแยกออกไปทางตอนเหนือสุดของบ้าน  ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของครัว, และห้องนั่งเล่น ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบ้าน.   เพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลางของบ้านสามารถเชื่อมต่อหากันได้ พื้นที่ตรงกลางถูกนิยามว่า “free”space  พื้นที่อิสระที่สามารถใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์ เช่น พื้นที่ทำงาน, แกลลอรี่ หรือห้องสมุด
    ที่มา:  https://www.ignant.com/2018/03/29/a-multi-generational-home-in-maebashi/  

    The Hillhurst laneway house

    Architect : Studio North     Location : Canada Brand Experience :  Product

    • Insight : เจ้าของบ้านต้องการการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับคนสองรุ่น, ทั้งเด็กเล็ก, คนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
    • Idea :  บ้านเดี่ยวที่ส่งเสริมให้ครอบครัวสามารถขยายได้โดยอยู่ในบ้านเดิม
    • Execution : The laneway house ตั้งอยู่บริเวณมุมถนน  มีระเบียงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสามารถมองเห็นถนนสายหลัก ตัวบ้านตั้งอยู่ทางทิศใต้หันหน้าไปทางสวน  ในขณะที่โรงจอดรถสามารถเข้าสู่สวนบนชั้นดาดฟ้าที่สามารถเข้าถึงได้จากห้องใต้หลังคาเช่นกัน  บ้านหลังนี้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการที่จะใช้ชีวิตเกษียณอยู่ในบ้าน เพื่อใช้ชีวิตกับครอบครัว และยังมีความคล่องตัว ทางด้านเหนือของบ้านลานว่างที่ใช้ร่วมกันจะช่วยให้สามารถจัดกิจกรรมสังสรรค์ในครอบครัวได้ พื้นที่อยู่อาศัยจะอยู่ในตำแหน่งชั้นล่างซึ่งเป็นชั้นหลัก  ไม่จำเป็นต้องใช้บันไดทำให้มั่นใจได้ว่าผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงได้สะดวก  การออกแบบผังเป็นเแนวยาวโดยมีพื้นที่ส่วนบริการ (Service Core ประกอบไปด้วยห้องท่อ, ห้องปั๊ม, ห้องทำความร้อน) เป็นแกนกลางในการใช้แยกพื้นที่ส่วนรวมและพื้นที่ส่วนตัว
    ที่มา: https://www.archdaily.com/805565/hillhurst-laneway-house-studio-north  

    Caring Wood Home

    Architect :  Macdonald Wright Architects Rural Office for Architecture    Location : United Kingdom Brand Experience :  Product

    • Insight : บ้านที่ออกแบบให้สามชั่วอายุคนอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันได้ 
    • Idea :  ออกแบบให้คนหลากหลายรุ่นสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน  และคงไว้ซึ่งความงดงามของชนบท
    • Execution : Caring Wood Home  เป็นบ้านในชนบทสำหรับให้คนสามชั่วอายุคนในครอบครัวเดียวกันอาศัยอยู่ภายใต้แนวคิดแบบ Multi Generational  โดยการออกแบบได้ผสมผสานพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลางเข้าไว้ด้วยกัน    Caring Wood Home มีเนื้อที่ 84 เอเคอร์  ได้รวบรวมจิตวิญญาณของบ้านและความเป็นอังกฤษเข้าใว้ในการออกแบบซึ่งจะครอบคลุมบริบทและภูมิทัศน์ของพื้นชุมชน  ในขณะเดียวกันก็ให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย 

    ที่มา: http://macdonaldwright.com/?portfolio=caring-wood

     

    Charles House

    Architect  : Austin Maynard Architects  Location : Australia Brand Experience :  Product

    • Insight : เจ้าของต้องบ้านที่อยู่จะไปได้อีก 25 ปี เป็นบ้านที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับครอบครัวและรองรับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของเด็กๆ เมื่อพวกเขาโตขึ้น และรองรับผู้สูงอายุ พวกเขาอยากได้บ้านที่ใช้งานได้จริง ตัวบ้านและสวนดูแลรักษาง่าย
    • Idea :  Multigeneration House ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับครอบครัวเพื่อรองรับสมาชิกทุกคนในแต่ละช่วงของชีวิต
    • Execution : บ้านหลังนี้มี 5 ครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่บ้านถูกออกแบบให้ดูเล็กกว่าบ้านของเพื่อนบ้าน รูปทรงของบ้านแต่ละหลังใส่ตัวตนลงไปในแต่ละรูปแบบที่ต่างกัน ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยเส้นสายของสะพานเชื่อม ถูกออกแบบไว้เพื่อให้สามารถไปหากันได้  และช่วยทอนขนาดของรูปทรงบ้านไม่ให้ใหญ่จนเกินไป
    ที่มา: https://www.archdaily.com/869713/charles-house-austin-maynard-architects  

    Z-shaped home

    Architect  : Estudio A0  Location : Ecuador Brand Experience :  Product

    • Insight : เจ้าของอยากได้บ้านที่รองรับเขา ภรรยา ลูกๆ รวมถึงพ่อแม่ของเขาด้วย
    • Idea :  บ้านรูปทรงตัว Z ที่รองรับคน 2 วัยออกแบบบ้านที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่ภรรยาและลูกๆ รวมไปถึงพ่อแม่ที่สูงอายุให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอบอุ่น
    • Execution : Z-shaped home ออกให้บ้านสองหลังให้ดูภาพรวมแล้วเป็นบ้านหลังเดียว  บ้านที่ถูกแบ่งเป็น 2 หลัง รองรับครอบครัวของเจ้าของบ้าน และอีกหลังหนึ่งรองรับพ่อแม่ของเขาด้วยโครงสร้างที่เป็นอิสระรูปตัว Z ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี  ทำให้ทั้งสองครอบครัวสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและยังคงรักษาความรู้สึกเป็นส่วนตัวไว้ได้อย่างดีอาคารรูปตัว Z จะสร้างพื้นที่ภายนอกรูปตัว C ทั้งสองด้าน  ที่ทำให้สองครอบครัวสามารถรวมตัวกันทำกิจกรรมได้หรือจะใช้พื้นที่แยกกันทำกิจกรรมก็ได้เช่นกัน ตัวบ้านมีพื้นที่ที่น่าสนใจอย่างห้องสมุดที่สามารถเป็นพื้นที่ให้ใช้ชีวิตร่วมกันได้
    ที่มา: https://www.dwell.com/article/a-family-lives-harmoniously-together-in-this-captivating-multi-generational-home-deefe83b  

    Iron Maiden House

    Architect : CplusC Architectural Workshop Location : Australia Brand Experience :  Product

    • Insight : เจ้าของบ้านที่ครอบครัวมีสมาชิก 5 คน
    • Idea :  บ้านที่ให้สมาชิกทุกคนสามารถทำกิจกรรมได้ร่วมกันได้ในทุกวัน
    • Execution : Iron Maiden House ตั้งอยู่ในเมืองซิดนีย์ ซึ่งถูกออกแบบให้เข้ากันกับบริบทโดยรอบและประวัติศาสตร์เพื่อสร้างบ้านที่มีความร่วมสมัย ห้องต่างๆ ภายในบ้านเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอกในบริเวณชั้นล่าง  พื้นที่ทางเดินภายนอกเชื่อมต่อห้องนอนเด็ก ทำให้เด็กๆ มีพื้นที่ส่วนตัวและสนุกไปกับพื้นที่สวนส่วนตัว  บ้านถูกออกแบบให้สามารถยกระดับกิจกรรมของทุกๆ คนได้ในทุกๆ วัน ผู้อยู่อาศัยสามารถจะหยุดและชื่นชมวิวบริเวณกระจกขนาดใหญ่ใกล้ๆ กับบันไดวน  ซึ่งขั้นบันไดที่อยู่ใกล้กับกำแพงสามารถนั่งได้.  แต่ละห้องได้วิวสวนซึ่งต่างกันไปในแต่ละห้อง  การเล่นระดับในพื้นที่บ้านสามารถสร้างความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันของพื้นที่
    ที่มา: https://www.archdaily.com/899534/iron-maiden-house-cplusc-architectural-workshop  
  • Ageing Society :  1 ใน 7 Key Impact ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    Ageing Society : 1 ใน 7 Key Impact ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    Key Impact from From Mega Trend to Property Sector 2019-20 เนื้อหาส่วนนี้คือการวิเคราะห์แนวโน้ม Mega Trend ที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนเกิดผลกระทบที่น่าจับตามอง 7 ข้อ ได้แก่

    1. Urbanization 2. Ageing Society 3. Digital Transformation 4. Utopia World 5. Status Seeker 6.Wellness Life 7.Disaster Adaptive

    Ageing Society คือ 1 ใน 7  Key Impact ที่น่าสนใจและส่งผลต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

    Ageing Society คืออะไร?

    องค์การสหประชาชาติ (United Nations:UN) ได้ให้นิยาม ผู้สูงอายุ (Older person) หมายถึงประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” คือปรากฎการณ์ที่ผู้สูงอายุมีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ความเข้มข้นของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสามารถแบ่งระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็น 3 ระดับ ได้แก่

    1) ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

    2) ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

    3) ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่

    – ประชากรโลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในอีก 35 ปี ข้างหน้า โดยจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด – ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมผู้สูงอายุไปสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยในขณะนี้ไทยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นจำนวนร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคน และภายในปี 2583 ประชากรในกลุ่มนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 17 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ 

    – ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน รองจากสิงคโปร์

     

    Ageing Society เกิดจากอะไร?  ก่อตัวมานานแค่ไหน?

    ปัจจัยที่ทำให้เกิด “สังคมผู้สูงอายุ” มีหลายปัจจัย ได้แก่

    – การพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ที่เจริญก้าวหน้า ทำให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น มีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุข, อนามัยโรงพยาบาลและการคมนาคมขนส่งได้อย่างทั่วถึงประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, มีการศึกษาที่ดีขึ้น รู้จักดูแลรักษาสุขภาพอนามัยทำให้ประชาชนมีอายุยืน – ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการแพทย์ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีนวัตกรรมใหม่ที่รักษาโรคและควบคุมโรคระบาด การบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาว – นโยบายการวางแผนครอบครัวหรือการควบคุมการมีบุตร จากนโยบายวางแผนครอบครัวให้มีบุตรน้อยลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ทำให้บางประเทศที่มีนโยบายวางแผนครอบครัวมีอัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว

    อัตราเพิ่มของประชากรสูงอายุ จะเร็วกว่าประชากรโดยรวมทั้งหมด ดังจะเห็นได้จาก ระหว่างปี 2523 ถึงปี 2533 ประชากรสูงอายุเพิ่มเป็นร้อยละ 47 แต่เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มระหว่างปี 2523 ไปจนถึงปี 2563 จะพบว่าประชากรสูงอายุ จะเพิ่มสูงถึงกว่าร้อยละ 300 (รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ, 2542)

     

    Ageing Society สำคัญยังไง จะทำให้เกิดอะไรต่อไป?

    – ภายในปี 2045 สัดส่วน สัดส่วนผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 25% สังคมผู้สูงอายุส่งทำให้เกิดผลกระทบตามมา ดังต่อไปนี้ – การผลิตลดลง รายได้ประชาชาติลดลง เมื่อมีผู้สูงอายุมากขึ้นทำให้ปัจจัยการผลิตทางด้านแรงงานลดลง การออมลดลง รายได้ประชาชาติลดลง ทั้งนี้การที่แรงงานลดลงอาจแก้ไขโดยการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานคนหรือใช้แรงงานต่างด้าวซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น – การเพิ่มสวัสดิการและการรักษาพยาบาล รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลและปฐมพยาบาลผู้สูงอายุมากขึ้น

    – ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง การที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานจะต้องทำงานมากขึ้นและต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น บางครั้งอาจทำให้ผู้สูงอายุขาดความอบอุ่นหรืออาจถูกทอดทิ้งได้

    – ปัญหาทางด้านสภาพจิตใจ เมื่อถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ได้ทำงานทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเหงา ไม่ภาคภูมิใจเหมือนเป็นภาระกับลูกหลาน อาจรู้สึกน้อยใจ ซึมเศร้า จึงจำเป็นต้องมีคนดูแลเอาใจใส่

    ปัญหาสุขภาพร่างกาย ตามปกติผู้สูงอายุจะมีสุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม ต้องใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นขณะที่ไม่มีรายได้ จึงทำให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก การวางแผนสะสมเงินออมเพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายในวัยชราจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    ด้วยผลกระทบของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดของการปรับนโยบายรัฐในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุในหลายๆ ด้าน อาทิ – การขยายอายุเกษียณ เพื่อเพิ่มจำนวนคนวัยทำงาน ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ – การสนับสนุนให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ ช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับผู้สูงอายุ – เพิ่มทักษะและการจัดหางานให้เหมาะสมกับแรงงาน ช่วยเพิ่มความสามารถในการหารายได้ และยกระดับผลิตภาพของแรงงานในระยะยาว

    – การยกระดับคุณภาพชีวิตจำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ วางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ

    นอกจากนี้การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังทำให้เกิดเทรนด์ทางธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย อาทิ ธุรกิจที่ปรึกษาวางแผนทางการเงินหลังเกษียณ, ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ, ธุรกิจฟิตเนสเทรนเนอร์ เฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุ, สถานดูแลผู้สูงอายุ, ธุรกิจท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ, ธุรกิจสัตว์เลี้ยงดูแลผู้สูงอายุ, เฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ, ธุรกิจความงามเพื่อการชะลอวัย เป็นต้น

     

    Ageing Society กับผลกระทบต่อวงการอสังหาริมทรัพย์

    – ที่พักอาศัยของผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นสัดส่วนหลักของตลาดที่พักอาศัย ภายในปี 2030  1 ใน 3 ของผู้ที่พักอาศัยในกลุ่มประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) จะมีผู้สูงอายุรวมอยู่ด้วย – ตัวเลขของผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวจะสูงมาก ณ ตอนนี้ ราว 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุในประเทศ OECD จะอยู่คนเดียว และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง – ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเป็น Age in place มากขึ้น  หรือคือการอยู่ในที่พักอาศัยที่เดิมที่มีสังคมอยู่ด้วย ไม่ได้ย้ายออกไปบ้านใหม่, ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือชุมชนผู้สูงอายุ

    – มีแนวโน้มการปรับปรุงบ้านใหม่เก่าเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ได้นานขึ้น

    ในประเทศสิงคโปร์  ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุของดังนี้ – Senior Priority Scheme นโยบายส่งเสริมสัดส่วนที่พักอาศัยผู้สูงอายุ ด้วยสัดส่วนอย่างน้อย 40% ของอาคาร ผู้สูงอายุสามารถสมัครเพื่อรอรับสิทธิ์จับสลากเลือกที่พักอาศัยที่ HDB (หน่อยงานพัฒนาเคหะแห่งชาติ (Housing and Development Board – HDB) สร้างไว้ – Multi-Generation Priority Scheme นโยบายส่งเสริมให้ครอบครัวพักอาศัยด้วยกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกหลาน โดยจะได้สิทธิ์เลือกทำเลที่ตั้ง และพื้นที่ห้องกว้างขึ้น เช่น ห้องพักขนาด 2-3 ห้องนอน เป็นต้น (terrabkk, 2018)

    ในไทยเองก็เกิดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับผู้สูงอายุ อาทิ เช่น – “จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาท์ตี้” ที่พักอาศัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์และบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ” มูลค่าโครงการกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในจังหวัดปทุมธานี

    – แอล.พี.เอ็น, ชีวาทัย, นายณ์ เอสเตท รวมกับช.การช่าง จัดตั้ง “กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง” โครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ระดับพรีเมี่ยม ที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้คอนเซปต์ “ไลฟ์สไตล์ซีเนียร์ลิฟวิ่ง” เจาะกลุ่มลูกค้าตลาดบน

    – “โรงพยาบาลปิยะเวท” อยู่ระหว่างการพัฒนาโปรเจคบ้านสูงวัย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด

         
  • ตัวอย่างเนื้อหา “ชุดข้อมูลวิจัยเทรนด์ Experience Design Future Trend 2019-20 (For Property Sector)”

    ตัวอย่างเนื้อหา “ชุดข้อมูลวิจัยเทรนด์ Experience Design Future Trend 2019-20 (For Property Sector)”

    ข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุด Xperience Design Future Trend 2019-20 สำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์นี้เป็นข้อมูลวิจัยเทรนด์ชุดแรกที่ Baramizi Lab จัดทำขึ้นเพื่อขยายองค์ความรู้ด้านการใช้เทรนด์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้กับภาคธุรกิจด้วยประสบการณ์การวิเคราะห์และวิจัยเทรนด์และการใช้เทรนด์สำหรับการกำหนดทิศทางของธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดทำข้อมูลเทรนด์เพื่อการพัฒนาธุรกิจขึ้นแบบเฉพาะอุตสาหกรรม

    ชุดข้อมูลวิจัยนี้เหมาะกับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้หลงใหลหรือสนใจคิดค้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ (New Experience) ให้เกิดความโดดเด่นแตกต่างสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า หรือบริษัทธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการทำงานร่วมกับผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย

    ในชุดข้อมูลวิจัยนี้จะประกอบด้วยเนื้อหา 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่

    1. Introduction  เนื้อหาที่กล่าวถึงที่มาที่ไปของเทรนด์ เพื่อให้ผู้อ่านตกผลึก มีความกระจ่างในการทำความเข้าใจเทรนด์ของ Xperience Design ทั้งหมดและสามารถต่อยอดสู่การจับเทรนด์รอบตัวได้ด้วยตนเองในอนาคต

    2. Xperience Design Future Trend เนื้อหาที่เป็นตัวเนื้อเทรนด์ Xperience Design  Future Trend ทั้งหมดที่เกิดขึ้นประจำปี 2019-20 ซึ่งมีการอธิบายขยายความให้เข้าใจในเทรนด์นั้นๆ และตัวอย่างประกอบเพื่อกระตุ้นไอเดียเห็นโอกาส

    3. Local Movement เนื้อหาที่ทำการ Forecast ความต้องการของผู้บริโภคคนไทยจากกลุ่มตัวอย่างตัวแทนคนไทยในระดับชนชั้นกลางที่มีโอกาสซื้อบ้าน คอนโด หรือทาวน์โฮม ในรอบ 5 ปี

    4. Future Business Opportunities โอกาสต่อยอดทางธุรกิจจากเทรนด์ใหม่ๆ

      โดยท่านสามารถอ่านตัวอย่างเนื้อหาในส่วนของ Key Impact แนวโน้ม Mega Trend ที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนเกิดผลกระทบที่น่าจับตามอง 7 ข้อ และ Xperience Design Future Trend ทั้ง 27 ข้อ ซึ่งเป็นแนวโน้มการออกแบบประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นประจำปี 2019-20  ได้ด้านล่างนี้  
    • “Ageing Society” 1 ใน 7  Key Impact ที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ท่านสามารถอ่านตัวอย่างเนื้อหาได้ด้านล่างนี้ https://bit.ly/2QWpFJB
    • “Interlock Life”  1 ใน 27 เทรนด์การออกแบบประสบการณ์ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ (Experience Design Future Trend for Property Sector) ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Key Impact ด้าน Ageing Society ท่านสามารถอ่านตัวอย่างเนื้อหาได้ด้านล่างนี้ https://bit.ly/2QTQWMJ
               
  • TMB ตัวแทนทัศนคติแบบ Revolutioner

    TMB ตัวแทนทัศนคติแบบ Revolutioner

    กลยุทธ์แบรนด์และการออกแบบที่ดีมาจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง องค์ความรู้ในการพยายามทำความเข้าใจผู้

    บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย “การแบ่งส่วนตลาด หรือ Segmentation”

    หนึ่งในความพยายามทำความเข้าใจผู้บริโภคของนักการตลาด

    ในปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเราไม่สามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคด้วยหลักสถิติประชากรศาสตร์ หรือ Demographic ได้อีกต่อไป เพราะผู้คนที่อายุเท่าๆ กัน เพศเดียวกัน หรือมีอาชีพเหมือนกันนั้น พวกเขาอาจไม่ได้มีวิธีคิดมีความชอบ ความต้องการ หรือพฤติกรรมที่เหมือนกัน สำนักเทรนด์ระดับโลกเองยังเชิญชวนให้คนตระหนักถึงประเด็นนี้โดยมีการคาดการณ์เทรนด์ และตั้งเป็นชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า Post-Demographic Consumerism (trendwatching.com, 2015)

    บริษัท BaramiziLab เองก็ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เราพบว่า “ปัจจัยด้านทัศนคติในการใช้ชีวิต” คือกุญแจสำคัญในการไขความลับด้านความต้องการ และเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ : เหตุผลหรือความต้องการด้านอารมณ์นี้เอง คือที่มาของทางออกในการค้นหาเกณฑ์ดีๆ ที่จะทำการแบ่งหรือคัดแยกกลุ่มผู้บริโภคออกจากกันเพื่อเกิดทางเลือกในการสร้างความแตกต่าง จึงเป็นที่มาของการปล่อย Attitude Trend ออกมาครั้งแรกในปี 2015 – 2016 อันประกอบไปด้วยทัศนคติที่แตกต่างกัน 5 ประเภท ดังนี้

    – Serene Life : ดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่หลีกหนีจากความวุ่นวายมีความสุขง่ายๆ กับการใช้เวลาให้ช้าลงโหยหาต่ออดีตที่หอมหวาน

    – Else Mind : เป็นผู้ให้ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ห่วงใยคนรอบข้าง รับผิดชอบต่อสังคม รักครอบครัว รักโลก

    – Precisionist : ให้ความหมายกับทุกรายละเอียด ในการใช้ชีวิต นิยมความสมบูรณ์แบบ ชื่นชมคุณค่าของงานฝีมือ

    – Revolutioner : ปฏิวัติเพื่อสร้างอนาคต มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ อยู่เสมอ กล้าเสี่ยง กล้าเปลี่ยน คิดเร็ว ทำเร็ว ไม่อยู่นิ่ง

    – Expandemic : ใช้ชีวิตอย่างอิสระ รักการผจญภัย เปิดรับประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ ไร้ขอบเขตเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมแสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน

    วันนี้เราจะเล่าเกี่ยวกับแบรนด์หนึ่งในแวดวงธนาคาร ซึ่งสามารถออกแบบแบรนด์โดยนำเสนอจุดเด่นออกมาได้ชัดเจนเพื่อเอาใจกลุ่มคน “Revolutioner” นั่นก็คือแบรนด์ TMB

    ธนาคาร TMB ก่อตั้งในปี 2477 ธนาคารทหารไทย (ชื่อเดิม) ถือกำเนิดมาขึ้นมาเพื่อบริการทหารตามนโยบายของพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ธนาคารทหารไทยก็ไม่สามารถสลัดภาพลักษณ์เป็นแบงก์ข้าราชการ แบงก์ที่ทหารเดินแถวเข้าใช้บริการได้

    จนกระทั่งมีการรีแบรนด์ใหม่ในปี 2548 จากธนาคารทหารไทยเป็นธนาคาร TMB พร้อมๆกับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ และในปี 2551 และ TMB ปรับองค์กรให้บริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer Centric Organization

    จนในปี 2554 TMB สามารถปรับโฉมองค์กรใหม่โดยชูสโลแกน “Make THE Difference” ชูแนวคิด “ความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์” ความแตกต่างซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่ง TMB ค่อยๆ นำเสนอความชัดเจนของแนวคิดออกมาเรื่อยๆในทุกประสบการณ์

    ทั้งในด้านการสื่อสาร TMB ออก TVC ย้ำแนวคิดนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง

    เรื่องราวของทีมฟุตบอลจากเกาะปันหยี TMB เชื่อว่าพลังในตัวคุณ

    https://www.youtube.com/watch?list=UUpKiM35JZ09BYV8I_EGHsGA&v=PIVcSbBhK-Y

    TMB ตั้งคำถามถึงการธนาคารที่ดีกว่าอยู่เสมอ เพื่อเปลี่ยนให้ชีวิตคุณดีขึ้น

    https://www.youtube.com/watch?list=UUpKiM35JZ09BYV8I_EGHsGA&v=7KUKOjifQmQ

    เราเข้าถึงความต้องการที่คุณไม่เคยรู้ว่าต้องการ เพื่อเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น

    https://www.youtube.com/watch?v=Q3QQKRigPdo

    ในด้านการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ใช้งาน Make the Difference Society

    Social Network Platform ที่ TMB พัฒนาขึ้นให้เป็นสังคมออนไลน์ที่เปิดให้ผู้ใช้เข้ามาตั้งเป้าหมาย หรือประกาศแรงบันดาลใจที่อยากจะทำอะไรดีๆ แล้วบอกให้ทุกคนรู้ไปเลยว่ามีเป้าหมายนี้อยู่ 

    https://makethedifference.org/

    ในด้านการพัฒนาสินค้า

    – TMB สร้างปรากฏการณ์ “TMB No Fee” ยกเลิกค่าธรรมเนียมทั้งช่องทางดิจิทัลและตู้ ATM และได้พัฒนามาเป็น “TMB All Free” ในปัจจุบัน

    – ME by TMB บัญชีเงินฝากที่ให้ผู้ใช้งานทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยตนเอง เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่มากกว่าเฉลี่ยถึง 4.5 เท่า ปัจจุบันคือ 1.7 % ต่อปี

    TMB เลือกจะเสนอทุกประสบการณ์ของแบรนด์ไปในทิศทางเดียวกัน ภาพลักษณ์แบรนด์จึงเกิดขึ้นในใจผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มี Attitude Revolutioner ที่ชอบความแตกต่าง มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ อยู่เสมอ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

    ที่มา

    https://positioningmag.com/12397

    https://thumbsup.in.th/2012/12/make-the-difference-society/

    https://www.brandbuffet.in.th/2018/02/me-by-tmb-digital-banking-success/

  • What’s ‘shopper 4.0’ want? ลูกค้ายุค 4.0 ต้องการอะไรจากแบรนด์..

    What’s ‘shopper 4.0’ want? ลูกค้ายุค 4.0 ต้องการอะไรจากแบรนด์..

    ทำไมเราถึงต้องเฝ้าจับตาพฤติกรรมผู้บริโภคในการช้อปปิ้งจับจ่ายในโลก 4.0 #ShoppingXperienceFutureTrendReport #ShopperBehaviorSpotted เรากำลังอยู่ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง! คุณคงเคยได้ยินใครหลายคนพูดแบบนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่และรุนแรงที่สุดในรอบชีวิตของเราทุกคน จำกันได้มั้ยคะ ก่อน Steve Jobs ออก iPhone 1 ในปี 2007 พวกเราใช้อะไรกัน ก่อนมี Application Line ปี 2011 เราติดต่อสื่อสารกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือลูกค้าอย่างไร ก่อนมี Facebook เมื่อปี 2004 เราถ่ายรูปความทรงจำต่างๆ แล้วเอาไปอวดเพื่อนที่ไหน (คนไทยน่าจะเริ่มได้ใช้ Facebook ตั้งแต่ช่วงปี 2007) ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นในรอบ 10 ปีมานี้เท่านั้นเองที่เรามีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ หนึ่งในวิถีชีวิตที่ Baramizi Lab, Future Lab เฝ้าจับตาคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการจับจ่าย (Shopping Behavior) เพราะไม่ว่าโลกและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน มนุษย์จะยังคงต้อง “ซื้อ”​ และแบรนด์สินค้าหรือบริการจะยังคงต้อง “ขาย” ต่อไป เพียงแต่รูปแบบย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีด้านอื่นๆ ที่เปลี่ยนไป จากการ “Spot” หรือจับตาพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาในกิจกรรมการซื้อของสินค้าและบริการให้อุตสาหกรรมต่างๆ การแข่งขันกันสร้างความพึงพอใจของแบรนด์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เราขอสรุปเป็นความต้องการสำคัญที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค 4.0 ให้ได้ มี 8 ประเด็นด้วยกัน
    1. Omni-channel/ O2O Platform การเชื่อมโยงต่อติดระหว่างการหาข้อมูลจนตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์
    2. Convenience / Easy / Fast & Very Flow สะดวกที่สุด/ ง่ายที่สุด/ เร็วที่สุด/ และลื่นไหลไม่ติดขัดสร้างความประทับใจได้
    3. Responsiveness การบริการที่ตอบสนองอย่างทันท่วงที ไม่มีสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง
    4. More Choices, More Smart ยิ่งมีทางเลือกมาก ยิ่งสมาร์ท
    5. Value for Money แน่นอนว่ายังคงต้องคุ้ม แต่คุ้มยุคนี้ไม่ได้หมายความแค่ราคาที่ถูกที่สุดแต่ต้องให้ประสบการณ์ยอดเยี่ยมที่สุดในราคาที่เหมาะสม
    6. 4D Information ข้อมูลต้องครบรอบด้าน
    7. New Xperience ประสบการณ์ใหม่! คือสิ่งที่โหยหา
    8. Social Responsibility ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและภาคีทั้งหมดเท่านั้น (ไม่ใช่ CSR แต่ขอแค่เป็นคนดีจริงๆ ไม่มีข้อมูลด่างพร้อย)
    เราต้องดีใจที่นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของโลก และเป็นการเปลี่ยนถ่ายยุคสมัยที่เราเกิดทันและได้มีส่วนร่วมไปกับมัน 😊 เตรียมพบกับชุดข้อมูล…Shopping Xperience 4.0 Future Trend Report ซีรีส์ข้อมูล Future Trend โดย Baramizi Lab, Future Concept and Design Research Lab เร็วๆ นี้ค่ะ
  • อยากแสดงออกให้โลกรู้ว่าแบรนด์รักษ์โลก…ต้องออกแบบประสบการณ์แบรนด์อย่างไร

    อยากแสดงออกให้โลกรู้ว่าแบรนด์รักษ์โลก…ต้องออกแบบประสบการณ์แบรนด์อย่างไร

    Sustainability Mega Trend ใหญ่ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ กับการทำอย่างไรให้เราอยู่ในโลกได้อย่างยั่งยืน

    แบรนด์ใหญ่ๆ ในโลกใบนี้ต่างก็พูดถึงแนวคิดและวิถีในการรักษ์โลกของตัวเองออกมา วันนี้อยากจะชวนเรียนรู้แนวคิดและแนวปฏิบัติของแบรนด์ไลฟ์สไตล์ด้านกีฬาอย่าง Adidas ค่ะ

    ล่าสุดในช่วงก่อนฟุตบอลโลก 2018 Adidas ได้ออกแคมเปญ Manchester United Kit made from Ocean Plastic คือการเปิดตัวอุปกรณ์กีฬาที่ Co-brand กับ Manchester United ทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีคชื่อดัง ขวัญใจคนทั่วโลก ที่ทั้งหมดทำจากขยะพลาสติกที่เก็บได้จากทะเล

     

    ความน่าสนใจของภาพและประสบการณ์ที่ปรากฏของแคมเปญนี้คือ ประสบการณ์ที่สุดล้ำผ่านการออกแบบ Product และภาพโปรโมทที่ปรากฏ…ใครว่าคนรักษ์โลกต้องดู Soft และอ่อนโยน และใครว่าของ Recycle ต้องออกมาหน้าตาไม่สวยหรือเหลือคราบของวัตถุดิบก่อนแปรรูป

    ประสบการณ์สุดล้ำก็เกิดมาจากเบื้องหลังแนวคิดการรักษ์โลกได้

     

    เมื่อศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า Adidas เองไม่ได้เพิ่งเริ่มการหยิบเอา Issue ของ Sustainability นี้มาสร้างแคมเปญเป็นครั้งแรก และไม่ได้มีแนวคิดการสร้างแค่ระดับแคมเปญ

    Adidas ได้ร่วมงานกับมูลนิธิ Parlay for the Oceans ที่รณรงค์เรื่องการกำจัดขยะพลาสติกออกจากธรรมชาติทางทะเลซึ่งมูลินิธินี้เปรียบเหมือน Platform ที่รวบรวมเอานักคิดนักสร้างสรรค์ในหลากหลายสาขาอาชีพที่อยากสร้างสรรค์เพื่อร่วมแก้ไขเพื่อโลกมาสร้างโปรเจคต่างๆ ร่วมกัน

    Adidas พัฒนา Product และมีการ Co-branding กับอีกหลายๆ ทีมในการแข่งขัน Match สำคัญๆ เช่น Bayern Munich และ Real Madrid ตั้งแต่ปี 2016 และไม่ได้ทำเพื่อโชว์กับแบรนด์ทีมฟุตบอลอย่างเดียว แต่มีการผลิตเป็นสินค้าจริงๆ ออกขายด้วยโดยนำเอารองเท้ารุ่นคลาสสิคของ 1990s ที่ออกแบบอย่างร่วมสมัยมาผลิตขายให้กับแฟน

    สำคัญที่สุดคือ Adidas มีแผนจะให้ Product ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ Adidas เปลี่ยนเป็นทำจาก Waste Plastic ภายในปี 2024

    เรามาลอง Recap กันหน่อยกับการสร้างประสบการณ์แบรนด์เพื่อบอกให้รู้ว่าเรารักษ์โลก..

    1. ไม่จำเป็นต้องเรียบง่ายและพอเพียง – การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเมกะเทรนด์ Sustainability ไม่จำเป็นต้องเรียบง่ายเสมอไป เราสามารถสร้างประสบการณ์แห่งความล้ำ นำสมัย และสุดเท่ไปด้วยได้เสมอ และใช้เทคโนโลยีฉลาดๆ ล้ำๆ มาทำให้โลกดีขึ้นสมกับเป็นคนยุคใหม่

    2. ไม่เป็นแค่แคมเปญ แต่เป็นแนวคิดหลักของแบรนด์เป็นวิส้ยทัศน์แห่งอนาคต – การเป็นส่วนร่วมในขบวนของ Sustainability ไม่จัดเพียงแค่เป็นแคมเปญ แต่กลายเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

    3. หาแนวร่วมคนเท่ๆ คูลๆ ที่รักษ์โลกไปด้วยกัน – Co-Branding เป็นอะไรที่ทรงพลังมากในโลกยุคนี้ การ Co-Branding ร่วมกันใน Agenda ของการทำความดีเพื่อผู้คนยิ่งทำให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น และช่วยสร้างพลังบวกกระตุ้นให้สาวกของแต่ละแบรนด์ตระหนักถึงปัญหาโลกไปด้วยกันจึงทำให้แบรนด์ก็วิน สาวกก็วิน โลกก็วิน 

    วันนี้แนวคิดที่ให้คุณค่ากับลูกค้าและแก้ปัญหาให้กับผู้คน เป็นแนวคิดที่เหมาะมากที่จะสร้างแนวร่วมและการทำอย่างจริงจังไม่ใช่ฉาบฉวยเพื่อสร้างกระแสหรือเพื่อ CSR เป็นสิ่งที่คนทั้งโลกตั้งตารอและถามหาจากแบรนด์ที่พวกเขารัก เพราะพวกเขาอยากจะรักแบรนด์มากขึ้นไปอีก

    ร่วมรังสรรค์โลกใบนี้ให้น่าอยู่ขึ้นโดยเอาความเก่ง ความฉลาด ความสร้างสรรค์ เทคโนโลยี การออกแบบ มารวมพลังทำให้โลกของเดินไปข้างหน้าอย่าง Sustainable อย่างแท้จริงกันนะคะ

    Credit:

    www.dezeen.com/2018/05/18/adidas-reveals-latest-manchester-united-kit-made-from-parley-ocean-plastic/

    www.dezeen.com/2017/10/05/adidas-originals-unveils-its-first-shoe-made-with-parley-ocean-plastic/

    www.parley.tv/#fortheoceans

    #BaramiziLab #EXPerienceDesignResearch #BaramiziGroup #Megatrend #SustainabilityTrend

  • เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นกับวงการอสังหาริมทรัพย์

    เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นกับวงการอสังหาริมทรัพย์

    Business Trend for Property Sector : Prop Tech 

    คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า ปัจจุบันโลกของเรามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าจะจินตนาการปรากฏขึ้นแทบทุกวันจนเกือบจะตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์อันมหัศจรรย์ของนวัตกรรมอย่าง Artificial Intelligence หรือ AI ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ออกเสียงสั่ง หรือเทคโนโลยี Virtual and Augmented Reality (VR และ AR) ซึ่งทลายกำแพงระหว่างโลกเสมือนและโลกแห่งความจริงอย่างราบคาบ ล้วนแต่เป็น Mega Trend ที่โดดเด่นและมีแนวโน้มชัดเจนว่าจะยังไปต่ออีกไกล จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ จะปล่อยข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด ส่วนในปี 2018 นี้ มีเทรนด์ Prop Tech (Property Technology) อะไรใหม่ๆ ที่ควรจับตามองบ้าง ? ไปดูกันเลย

    1. Internet of Things -> ‘Smart Things’ -> Consumer Tech

    มีการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ สำหรับใช้ในบ้านเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มฟังก์ชั่นการควบคุมระบบหลักภายในบ้าน เช่น การควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เปลี่ยนอุณหภูมิภายในห้อง ปรับแสงไฟส่องสว่าง ควบคุมการระบายอากาศ ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อช่วยควบคุมการใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เช่นที่ The Edge Building ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแบบ Smart Building ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนมาปรับสภาพแวดล้อมในอาคารพร้อมเทคโนโลยีในการควบคุมการใช้พลังงานทุกด้านอย่างมีคุณภาพ มาช่วยลดการใช้พลังงานได้กว่า 70% เมื่อเทียบอาคารสำนักงานทั่วไป จนได้รับฉายา The greenest building in the world

     2. Virtual and Augmented Reality (VR และ AR) 

    เปิดโลกใหม่ของนักลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การมองหาอสังหาฯ ในฝันเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งสถานที่ที่สร้างเสร็จแล้วและที่ยังไม่ได้สร้าง จะซื้อแบบข้ามประเทศโดยที่ไม่ได้บินไปดูด้วยตัวเองก็ทำได้ง่ายๆ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยี VR สามารถไปไกลได้ถึงขึ้นจำลองสถานที่ราวกันเข้าไปอยู่ในสถานที่จริง เปิดประตูเข้าไปชมห้องต่างๆ และชื่นชมทิวทัศน์ทางหน้าต่างได้แล้ว ตัวอย่างที่โดดเด่น คือ แอพพลิเคชั่นของ IKEA ทีช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยการสแกนพื้นที่ห้องที่เราต้องการวางเฟอร์นิเจอร์ เลือกสินค้าที่สนใจจากแคตตาล็อค และทดลองวางบนพื้นที่จริงได้ทันทีผ่านจอโทรศัพท์มือถือ เรียกได้ว่าสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายจริงๆ เครดิตภาพ : www.itespresso.fr

     

     3. Big Data

    เทคโนโลยี Market Place ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การซื้อขายอสังหาฯ ง่ายขึ้น เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยี Big Data เข้ามาเสริม ทำให้สามาถรู้ได้ถึงความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายที่เข้ามาใช้ Platform และเสนอสินค้า บริการ หรือบ้านที่น่าจะเป็นที่สนใจให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ธุรกิจ Startup ชื่อว่า Opendoor ที่เพียงแค่ผู้ขายบ้านพิมพ์ที่อยู่ลงไป ก็สามารถประกาศขายบ้านได้ทันที มีระบบรองรับทุกขั้นตอนในการขายไปขนถึงการย้ายออกและชำระเงิน ทั้งหมดทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ

    4. Geolocation

    เมื่อการปักหมุดบนแผนที่ไม่ใช่แค่การแสดงตำแหน่งที่ตั้งอีกต่อไป แต่ล้ำสมัยจนสามารถบอกได้ถึงรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อการซื้อขายและการลงทุน เช่น ประเภทของอาคาร ราคาขาย ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และจุดสนใจดึงดูด (Point of Interest-POI) ซึ่งกลายเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ในการวิเคราะห์ คาดการณ์และประเมินราคาที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในแต่ละพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้นแบบ Real Time ทันต่อเหตุการณ์ ช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น เครดิตภาพ : www.quora.com

    5. Drone

    ของเล่นใหม่ของใครหลายคน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเครื่องมือสุดเจ๋งในการนำเสนอภาพของธุรกิจคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในด้านการนำเสนอทิวทัศน์ที่ดดเด่นอันเป็นจุดขายของหลายโครงการ ไม่ว่าผู้ซื้อจะสนใจห้องมุมไหน ชั้นอะไร ก็สามารถเห็นวิวจริงได้ก่อนการซื้อทั้งในรูปแบบภาพถ่ายและวิดิโอ ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ซื้อประทับใจ และผลักดันให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย ปิดการขายไวขึ้นด้วย เครดิตภาพ : https://dronelife.com

    เทคโนโลยีล้ำสมัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้ประกอบการยุคใหม่ควรเลือกรับปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจในสไตล์ของตัวเองเพื่อต่อยอดและเร่งเครื่องไปสู่อนาคตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องก้าวกระโดดไปสำรวจสู่พื้นที่ใหม่ๆ ที่ Mega Trend ได้ชี้นำเราไป สู่อนาคตทางธุรกิจที่จะเติบโตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และยั่งยืน

    ———————————–

    แหล่งข้อมูล :

    www.breeam.com

    www.my-property-report.com

    www.melinconsultants.co.uk

    www.itespresso.fr

    www.opendoor.com

    www.quora.com