Category: Trend

  • 9 หลักการตั้งชื่อสำหรับ Global Brand

    9 หลักการตั้งชื่อสำหรับ Global Brand

    วันนี้การมุ่งสู่ตลาดโกลบอลนั้นต้องคิดในการมุ่งสู่การเป็นโกลบอลแบรนด์มากกว่าแค่การส่งออกทั่วไป เพราะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว การตั้งชื่อแบรนด์ที่เหมาะสมและมีการคิดตั้งแต่แรกในการเข้าตลาดเป็นกระดุมอีกเม็ดที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะชื่อแบรนด์ในตลาดโลกนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ถือเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม ในบทนี้เรามาดูหลักการตั้งชื่อแบรนด์ที่ดีในการเตรียมพร้อมสู่ Global Brand 1. แบรนด์ควรง่ายต่อการออกเสียง (Globally Pronounceable) การออกเสียงที่ง่ายในทุกๆ ภาษานั้นมีผลในการเรียกชื่อแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและติดปากได้ง่าย ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อแรกที่เราควรคำนึงถึง โดยมีหลักเกณฑ์ว่า
    • ออกเสียงได้ง่ายในหลายภาษา
    • ไม่ใช้คำแสลงหรือการออกเสียงแบบผวนที่สร้างความสับสน
    • หลีกเลี่ยงพยัญชนะหรือพยางค์ที่เฉพาะกับภาษาใดภาษาหนึ่ง แบรนด์ที่ทำให้การออกเสียงสามารถเข้าถึงได้ในหลากหลายภาษาได้แก่ Sony, Lego, Nike, Moodeng , Hello Kitty
    2. ชื่อแบรนด์ควรจดจำง่าย (Memorable)  การใช้พยางค์ที่น้อยและติดปากง่าย จะช่วยสร้างความคุ้นเคยได้สร้างการจดจำได้เร็ว
    • ชื่อเรียกควร “ติดหู” ติดปากได้เร็ว
    • พยางค์สั้น 1–2 พยางค์ มักสร้างการจกจำที่ง่าย เช่น: Visa, Coca-Cola, Zoom
    3. ชื่อแบรนด์ควรไม่ติดลบในวัฒนธรรมต่าง ๆ (Culturally Neutral) ในบางชื่อมีความหมายที่ติดลบในความเข้าใจของวัฒนธรรม ความเชื่อของ บางประเทศ ชื่อแบรนด์ควรพิจารณาให้รัดกุมในประเด็นนี้
    • ตรวจสอบว่าในภาษาอื่นชื่อของคุณไม่มีความหมายในทางลบ เช่น แบรนด์ “Mist” ใช้ไม่ได้ในเยอรมัน เพราะ “Mist” แปลว่า “ขี้” หรือ ชื่อสบู่ไลท์บอย ถูกสร้างเป็นกระแสที่มีความเข้าใจว่าพูดไปก็ไลท์บอย (พูดไม่รู้เรื่อง) จนมีผลทำให้มีความติดลบในประเทศไทยเป็นต้น
    4. ชื่อแบรนด์ควรสะกดง่าย (Easy to Spell) ชื่อแบรนด์ควรสะกดได้ง่าย และ ทำให้การค้นหาในออนไลน์นั้นง่ายมีผลต่อการค้นหาในโลกออนไลน์ทั้งหมด โดยคุณสมบัติในข้อดี ดังนี้
    • ควรสะกดตรงกับเสียงอ่าน เพื่อค้นหาออนไลน์ได้ง่าย หลีกเลี่ยงชื่อที่ซับซ้อนหรือมีหลายตัวสะกด ตัวอย่าง ที่ดี อาทิ REDBULL, FACEBOOK, APPLE, DELL, INTEL เป็นต้น
    5. ชื่อแบรนด์ควรสื่อถึงคุณค่าแบรนด์ (Reflects Brand Value) ชื่อแบรนด์ควรสะท้อนความรู้สึกหรือคุณค่าแบรนด์ที่แตกต่างมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน
    • ชื่อควรสื่อถึง “”แครักเตอร์” หรือ “ความรู้สึก” ที่แบรนด์อยากให้คนรู้สึก เช่น
      • Airbnb = การพักที่บ้านใครสักคน
      • Tesla = นวัตกรรมล้ำสมัย (จาก Nikola Tesla)
      • REDBULL = ความตื่นเต้น มีพลัง
    6. ชื่อแบรนด์ควรแตกต่างและไม่ซ้ำใคร (Distinctive)
    • ไม่ควรเหมือนหรือคล้ายแบรนด์อื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันโดย ควรตรวจ Trademark ว่าได้รับความคุ้มครองและมีใครจดที่ซ้ำซ้อนกับเราหรือไม่
    • ตรวจสอบว่า .com หรือโดเมนระดับสากลยังว่าง
    • ตรวจว่า Facebook / IG / X / TikTok handle ยังไม่ถูกใช้ มีความแตกต่างไม่ซ้ำซ้อนไหม ?
    7. ชื่อแบรนด์ควรรองรับการขยาย (Scalable)
    • อย่าเจาะจงตลาดหรือกลุ่มสินค้ามากเกินไป เช่น “ThaiTeaGlobal” อาจไม่เหมาะถ้าจะขายกาแฟในอนาคต หรือ กรณีที่เป็นเคสระดับโลก DUNKIN DONUT ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกคิดว่าสินค้ามีแต่โดนัท ทำให้การขยายสินค้าประเภทอื่นๆทำได้ยาก
    • แบรนด์ที่ดีควรขยายได้หลายสายธุรกิจ เช่น Amazon, Apple
    8. ชื่อแบรนด์ควรมีพลังในการเล่าเรื่อง (Story Potential)
    • ชื่อที่ดีจะช่วยให้เล่าเรื่องแบรนด์ได้ง่าย เช่น
      • Patagonia = สื่อถึงพื้นที่ที่ใกล้ธรรมชาติ
      • Adobe = มาจากลำธารข้างบ้านของผู้ก่อตั้ง
    9. ชื่อแบรนด์ผ่านการตรวจสอบและได้รับความคุ้มครองด้านกฎหมาย (Brand Protection )
    • ควรตรวจสอบเครื่องหมายการค้าในประเทศเป้าหมายหลัก เช่น US, EU, China โดยควรให้ที่ปรึกษากฎหมายช่วยตรวจสอบและจดความคุ้มครองทั่วโลกเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิอันอาจถูกละเมิดได้  อาทิ กรณีศึกษาของแบรนด์ ซอสศรีราชา ที่ต้นกำเนิดมาจากประเทศไทยแต่ถูกคนเวียดนามนำไปจดในประเทศ US ทำให้เสียโอกาสที่แบรนด์ ซอสศรีราชา ในการขยายเข้าตลาดใน US ซึ่งเสียหายเป็นอย่างมาก ครับ
    ชื่อแบรนด์ตามหลักการ 9 ข้อนี้มีมูลค่ามหาศาล อย่ามองข้ามและตั้งตามใจ หรือ ความชอบ ไม่ชอบอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องมองไปถึงการขยายและสร้างการจดจำในตลาดโลกต่อไป
  • สรุปเทรนด์ที่น่าสนใจจากงาน INNOVATOR X TALK : INVENT FOR THE FUTURE

    วันที่ 9 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมานี้ ทาง  Baramizi Group ร่วมกับ wazzadu.com และ CDC ได้ร่วมกันจัดงาน INNOVATOR X TALK : INVENT FOR THE FUTURE งานทอล์คสุดยอดนวัตกรทางสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี และวัสดุศาสตร์ประจำปี 2023 ทางศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต บารามีซี่แล็ป ได้ทำการศึกษา และสกัดออกมาเป็น 5 แนวโน้มที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. Net Zero

    การออกแบบเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจุกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นโดยเฉลี่ยเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเรื่องนี้เองเป็นประเด็นที่ผู้นำระดับโลกทุกคนสนใจ สำหรับองค์กรเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ กระแสแรกที่มาแรงก็คือเรื่อง ESG ซึ่งก็คือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ที่ย่อมาจาก Environment, Social, และ Governance เพราะหากองค์กรใดหรือสินค้าใดไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ก็จะถือว่าเป็นองค์กรและสินค้าที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างแน่นอน  อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Green Premium ส่วนต่างของราคาที่เรายอมจ่ายมากกว่าเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ Eco-Friendly  ทำให้ผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ไม่อยากจ่าย และนั่นเป็นอุปสรรคสำคัญทีจะแก้ปัญหาโลกร้อน แสดงให้เห็นว่าการลด Consumption ไม่ใช่ทางออกของ Net Zero แต่สิ่งที่จะทำให้เกิด Net Zero ได้จริงคือการที่ต้องมี Climate Tech ไปลด Green Premium ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากกว่าความยั่งยืนของโลกคือจำนวนเงินในกระเป๋าตัวเอง

    2. Nature-Being

    บ้านเหนือน้ำ การออกแบบซึ่งคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของธรรมชาติ หนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือโครงการ “บ้านเหนือน้ำ” ที่ออกแบบโดย Looklen Architects ที่เป็นการรีโนเวทโครงการร้านอาหาร ให้ตอบโจทย์การขายที่เพิ่มมากขึ้น หนึ่งในลูกเล่นที่เป็นภาษาสถาปัตยกรรมคือการใช้สัจจวัสดุเพื่อดึงความเป็นธรรมชาติของวัสดุออกมา ภาพรวมอาคารจะมีวัสดุหลักประมาณ 4-5 วัสดุ นั่นคืออิฐมอญเทา ไม้ไผ่รวก ไม้สัก ทรายล้าง หินขัดที่ไม่มีการทำสีวัสดุเพิ่มเติม หนึ่งในบริเวณที่ใช้คือ ผนังโค้งซึ่งสถาปนิกตั้งใจให้เกิดความรู้สึกปิดล้อม ในขณะที่ยังเปิดให้มีลม หรือมีเสียงริมแม่น้ำ เสียงดนตรีลอดเข้ามาได้ จนมาลงตัวที่ผนังกึ่งทึบกึ่งโปร่งที่เกิดจากการวางอิฐโมดูลเดียวกันในลักษณะสามมิติ ในส่วนของผนังแนวยาวสูงสองชั้นที่ชิดติดริมฝั่งหนึ่งของร้าน ใช้อิฐชนิดเดียวกันมาติดตั้งในลักษณะซ้อนเกล็ด เพื่อให้ได้บรรยากาศบ้านแบบไทย ๆ และยังมีความเป็นคลื่น สะท้อนถึงบริบทและโลเคชัน อีกโครงการที่ตีความคำว่าธรรมชาติใหม่ กับ Museum of Modern Aluminum หรือ MoMA โดย HAS design and research นี่คือโครงการอาคารสำนักงานและโชว์รูมแห่งใหม่ของบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ที่ออกแบบมาจากแนวคิดการตีความว่าเมืองสมัยใหม่เปรียบได้ป่าอลูมิเนียม (Metal Nature City) เขาจึงหยิบเอาวัสดุที่มีอยู่เกลื่อนเมืองนี้มาออกแบบอาคารสำนักงานและโชว์รูมอลูมิเนียมในคอนเส็ปต์การตีความอลูมิเนียมเหล่านี้ให้เป็นธรรมชาติในมุมมองใหม่ในโครงการ Museum of Modern Aluminum

    3. The Story of Hometown

    การออกแบบซึ่งสร้างบรรยากาศของความผูกพันกับบ้าน และอัตลักษณ์พื้นถิ่น จากผลงานการออกแบบของบริษัท Baanrai Design Architects โดยเจ้าของชื่อคุณเบส วิโรจน์ ฉิมมี ที่เป็นทั้งเจ้าของและผู้ออกแบบ “บ้านไร่ ไออรุณ” จ. ระนอง งานที่จะหยิบยกมาเล่าเป็นอีกงานหนึ่งคือรีสอร์ทและร้านอาหารที่ตั้งอยู่ที่จ.นครศรีธรรมราช ที่ถูกออกแบบผ่านแนวคิดของมโนห์รา ศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้มาใช้ในการออกแบบ โดยรูปทรงของอาหารได้แนวคิดมาจากท่าพนมมือของมโนห์รา และลายผ้าพื้นถิ่นที่ถูกถอดมาใช้เป็นดีเทลของการออกแบบ คุณเบสใช้วัสดุวิธีการทำงานก่อสร้างเชิงช่าง ในแบบที่ชาวบ้านทำได้ คนในชุมชนมีงานทำ บรรยากาศของสถานที่ หรือเรื่องราวที่ให้เห็นถึงความ สัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ ชีวิต ผู้คน และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยยังรักษา ระบบนิเวศเดิมของธรรมชาติเดิมต่อพื้น เป็นการหยิบเอารากมาออกแบบ ให้ทุกครั้งเราจะสัมผัสได้ถึงเรื่องราวของพื้นถิ่นที่เป็นบ้านเกิดของพื้นที่นั้นๆ

    4. Pet Centric, More than Pet Friendly

    การออกแบบที่พักอาศัย ที่ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง เหมือนโครงการที่พักอาศัยที่เริ่มมีการปรับใช้นโยบายนี้ เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าที่เลี้ยงสัตว์ แต่สำหรับโครงการ “บ้านหมา/ บ้านคน” จาก EKAR Architects ที่ไปคว้ารางวัล “การออกแบบยอดเยี่ยม” โกลเดน พิน ดีไซน์ อวอร์ด (Golden Pin Design Award) เป็นโครงการที่เจ้าของรักสุนัขมาก จนโจทย์ตั้งต้นมาจากการออกแบบบ้านเพื่อสุนัขโดยเฉพาะ แต่หลังจากที่พูดคุยกับสถาปนิก จึงได้ข้อสรุปว่าบ้านหลังนี้ควรจะเป็นบ้านที่ออกแบบมาเพื่อให้คนและหมาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โครงการมีการออกแบบโครงการอย่างพิถีพิถันเพื่อสุนัข นอกจากสนามหญ้าไว้สำหรับวิ่งเล่น และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสุนัขโดยเฉพาะแล้ว ยังมีดีเทลที่ถูกออกแบบเอาไว้น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นฐานเสาที่ทำความสะอาดง่ายตอบโจทย์สุนัขที่ชอบปัสสาวะบริเวณเสา, สระว่ายนำที่มาพร้อมขั้นบันได ช่วยให้สุนัขปีนขึ้นจากสระได้ง่ายขึ้น

    โดยรวมทั้งหมดนี้ เหล่านี้จึงเป็นไปได้จริงสำหรับชีวิต ที่มนุษย์และสัตว์เลี้ยงได้อาศัยอยู่เคียงข้างกัน

    5. Shaping Behavior by Design

    NANA COFFEE ROASTERS BANGNA

    การออกแบบที่ไม่ใช่เพียงการออกแบบเพื่อประโยชย์ใช้สอย และความงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์การออกแบบที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งาน โครงการที่น่าสนใจคือการออกแบบร้านกาแฟ NANA COFFEE ROASTERS BANGNA ของ IDIN Architects ที่ผู้ออกแบบไม่ได้ต้องการให้ลูกค้ามองไปที่งานออกแบบ  ด้วยการออกแบบตัวสถาปัตยกรรมให้เรียบที่สุด และกลมกลืนกลายเป็น Background  ทำให้ลูกค้าได้ละเมียดละไมในรสชาติของกาแฟตรงหน้า ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ของร่มไม้

    อีกงานที่น่าสนใจ จากสถาปนิก  และเจ้าของรายเดียวกัน นั่นคือร้านกาแฟ Harudot ตรงกันข้ามจากโครงการก่อนหน้า โครงการนี้เจ้าของต้องการสร้างสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสะดุดตา  IDIN Architects จึงออกแบบให้โครงการมีรูปทรงเป็นรูปทรงจั่วที่บิดไปมา ห่อคลุมผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นผนังที่ยาวโอบคลุมไปบรรจบกันด้านบน และบิดโค้งเลื่อนไหล มองไปทางไหนก็ช่างดูมีความเคลื่อนไหว ทำให้ลูกค้าอยากหยิบมือถือออกมาถ่ายรูป

  • INNOVATION UPDATE : GPT Assistant

    INNOVATION UPDATE : GPT Assistant

     กระแสของการใช้AI เพื่อการได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆ กำลังมาเเรงมากในยุคนี้ และหลายๆธุรกิจก็เริ่มมีการใช้ AI เพื่อเป็นเหมือนผู้ช่วยในการทำงานไปแล้ว

    ในรายงานของ Mlađan Jovanović จาก Singidunum University ได้มีการเรียกกลุ่มปัญญาประดิษฐ์พวกนี้ว่าเป็น Generative AI (GAI) ซึ่งเจ้าตัว GPTก็เป็นหนึ่งในนั้นนอกจากผลลัพธ์สุดท้ายที่เป็นคำตอบที่ต้องการ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา GPT เหล่านี้ให้ทำในหลายสิ่งที่เติมเต็มความต้องการของคนมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น

    RizzGPT: แว่นตาสำหรับช่วยให้กลุ่มคนอินโทรเวิร์ต สามารถจับใจความคำพูดของคู่สนทนา แล้วบอกได้ทันทีว่าจะต้องพูดอะไรต่อไป

    RoomGPT: AI ที่ช่วยในการแต่งห้องที่จำเสนอการออกแบบที่ทำให้ห้องของเราสวยขึ้นตามความต้องการ

    TruthGPT: AI ที่สร้างขึ้นเพื่อพยายามทำความเข้าใจมนุษย์  ธรรมชาติ และความจริงของจักรวาล ที่มากกว่า AI ทั่วไป ที่กำลังพัฒนาโดย อีลอน มัสก์

    OpenThaiGPT: AI Chatbot สัญชาติไทยที่ทำหน้าที่คล้าย ChatGPT ที่จะเปิดให้ใช้ฟรี และอนุญาตให้นำไปปรับปรุงต่อ (Finetuning) ได้

    กระแสการใช้งานได้รับความนิยมต่อเนื่อง รายงานจาก Swiss bank UBS นับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2565 สามารถดึงดูดผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทุกเดือน

    ในมุมของการลงทุน แม้ว่าจะไม่สามารถซื้อหุ้นในผู้สร้าง ChatGPT หรือ OpenAI ได้ เนื่องจากไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน แต่กระแสความนิยมก็ทำให้หุ้นของบริษัทอื่นๆในวงการ AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างเช่น C3 AI และ Berkshire Grey ราคาหุ้นสูงขึ้นถึง 90 %และ 120 % ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และยังส่งผลต่อบริษัทเทคโนโลยีที่แม้ไม่เกี่ยวข้องกับตัว ปัญญาประดิษฐ์โดยตรงแต่เป็นบริษัทที่สร้างส่วนประมวลผลก็มีแนวโน้มที่จะมีราคาหุ้นที่สูงขึ้น เช่น หุ้น Nvidia ที่พุ่งขึ้น 23% ในต้นปีที่ผ่านมา ขอบคุณที่มา https://www.tnnthailand.com/news/tech/145002/ https://web.facebook.com/MarketThinkTH/photos/a.1393665140725873/6023103191115355/ https://www.roomgpt.io https://www.thansettakij.com/technology/technology/562037 https://www.telegraph.co.uk/investing/news/three-ai-stocks-invest-right-now-beyond-just-chatgpt/ https://www.evotek.com/wp-content/uploads/2022/12/EVOTEK-Labs-IEEE-Generative-AI.pdf?fbclid=IwAR3FryLYWwrMrYpli3uGnlne5e50SiorxvKbgJe6v1J1hwjbUpd89L3GEKM

  • 🔎 INNOVATION UPDATE  : Virtual Run Story to The Actual Street

    🔎 INNOVATION UPDATE : Virtual Run Story to The Actual Street

    กีฬาวิ่งเป็นหนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เป็นกีฬาที่มีความยุ่งยากน้อยที่สุดโดยมีเพียงเเค่ผู้วิ่งและเส้นทาง แต่ในภาวะโรคระบาด ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดงานแข่งขันขนาดใหญ่ได้ กระแสการตอบรับ การวิ่งเสมือนหรือ virtual run จึงมีมากขึ้น

    จากรายงานของ Research and Markets ตลาดกิจกรรมเสมือนจริงทั่วโลกมีมูลค่า 77.98 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 และคาดว่าจะสูงถึง 404.45 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 แม้ว่าการวิ่งเสมือนจะไม่มีประสบการณ์ที่ดีเท่าการวิ่งร่วมกับผู้แข่งขันหรือเพื่อนร่วมทาง แต่ก็ได้มีการพัฒนาฟีเจอร์ให้ดึงดูดนักวิ่งได้มากขึ้น เช่น การสร้างตัวละครหรือสิ่งแวดล้อมจำลอง . Six to Start ผู้พัฒนาเกมออกกำลังกายบนสมาร์ทโฟนในสหราชอาณาจักร ได้มีการออกแอปฯ Marvel Move ในกลางปี 2023 เป็นการวิ่งเสมือนร่วมกับเนื้อเรื่องจาก Marvel และตัวละครที่สำคัญอย่าง Thor, Loki, Hulk และ the X-Men นักวิ่งกลายเป็นตัวละครหลักในโครงเรื่อง ในขณะที่ฮีโร่จาก Marvel ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายด้านการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น กลางแจ้ง บนลู่วิ่ง หรือรถเข็นวีลแชร์ และระยะทางตั้งแต่ 5K, 10K, ฮาล์ฟมาราธอน และมาราธอน
    .
    การวิ่งทั่วไปอาจจะโฟกัสไปที่ Pace (เพซ) ของการวิ่ง แต่ความน่าสนใจของประสบการณ์ที่ Six to Start มอบให้คือการ เนื้อเรื่องที่เข้ามาผ่านหูของนักวิ่งที่จะสร้างสถานการณ์ให้เราเร่งความเร็วหรือพักตามแต่ภารกิจ แอปฯจะพร้อมใช้งานบนแพลตฟอร์ม ZRX ด้วยราคาสมาชิกที่ 74.99 เหรียญสหรัฐต่อปี
    ขอบคุณที่มา https://zrx.app/marvel https://www.sixtostart.com/about/ https://www.trendwatching.com/innovation-of-the-day/a-fitness-app-featuring-thor-and-loki-marvel-move-uses-storylines-to-get-fans-running
  • 🔎INNOVATION UPDATE  : Modular Permeable System Pavers

    🔎INNOVATION UPDATE : Modular Permeable System Pavers

    เมืองหลายเมืองทั่วโลก อาจกำลังจะเจอกับวิกฤตน้ำท่วม แม้จะมีระบบบริหารจัดการน้ำในเมืองที่ดี แต่ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล

    ปัญหาคนล้นเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มจำนวนของขยะมูลฝอยที่หากการบริหารจัดการไม่ดี อาจทำให้เกิดการอุดตันของระบบท่อทางในเมืองและทำให้โครงสร้างพื้นฐานในการระบายน้ำเดิมอาจมีปัญหา ตัวอย่างเช่นในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2562 มีขยะมูลฝอยถึง 10,548 ตัน/วัน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการระบายน้ำในเมือง .

    ในหลายเมืองที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลได้มีการออกแบบการจัดการน้ำให้เข้ากับตัวเมืองมากขึ้นตั้งแต่ สวนฟองน้ำ (Sponge Park) จนถึง จตุรัสลานน้ำ (water squares) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่รับน้ำและความรื่นรมย์ในเมือง กรณีศึกษาที่น่าสนใจในประเทศนอร์เวย์บริษัทออกแบบ Snohettaได้มีการตั้ง concept ของแนวคิดการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ด้วยสิ่งที่ง่ายอย่างเช่นการปูพื้นตัวหนอนด้วยระบบโมดูลาร์ที่น้ำซึมผ่านได้

    มีชื่อว่า Flyt ซึ่งประกอบด้วยตัวหนอนหกเหลี่ยมที่มีขนาดต่างกัน ที่สำคัญ ระบบได้รับการออกแบบให้ระยะห่างสามารถเปลี่ยนได้จากน้อยกว่า 1 นิ้ว เป็นประมาณ 2.3 นิ้ว ทำให้น้ำสามารถซึมผ่านได้หลายระดับขึ้นอยู่กับการใช้งานเช่น ในพื้นที่ที่มีการสัญจรค่อนข้างมากสามารถเลือกปูตัวหนอนที่มีระยะห่างช่องว่างที่น้อย ส่วนในพื้นที่ที่มีการสัญจรต่ำก็ใช้เป็นตัวหนอนที่มี ช่องว่างที่มากขึ้นเพื่อช่วยในการระบายน้ำ ด้วยระบบนี้เอง สามารถรองรับน้ำที่ซึมผ่านได้มากถึง 28% อาจฟังดูไม่มาก แต่ก็มากกว่ามาตรฐานนอร์เวย์ถึง 2เท่า แม้ว่าจะอยู่ในขั้นทดลอง แต่ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาพื้นที่ในเมืองให้มีความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติ และยังคงเอกลักษณ์และความสวยงามควบคู่ไปกันได้ คลิกลิงค์เพื่อดู VDO   >> Snohetta

    ขอบคุณที่มา . https://www.fastcompany.com/90866188/these-gorgeous-pavers-prevent-flooding-thanks-to-a-clever-detail

    https://snohetta.com/projects/631-flyt-asak

  • 🔎 INNOVATION UPDATE : Predicting Animal Disasters

    🔎 INNOVATION UPDATE : Predicting Animal Disasters

    จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในตุรกี-ซีเรีย นานาประเทศต่างส่งความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นทีมกู้ภัยหรือกระทั้งสุนัข K9 ที่เข้าไปช่วยค้นหาผู้ประสบภัยและได้แสดงฝีมืออย่างดีเยี่ยมด้วยความสามารถทางร่างกายที่ดีกว่ามนุษย์หรืออุปกรณ์ต่างๆหลายเท่า นอกจากเพื่อใช้ในการค้นหาแล้วสัตว์หลายชนิดยังถูกใช้ในการเป็นเครื่องทำนายการเกิดภัยพิบัติ จากพฤติกรรมที่พวกมันจะหนีจากพื้นที่ประสบภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัย แม้ความแม่นยำอาจไม่เท่าเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็แลกมาด้วยค่าบำรุงรักษาและการปรับเปลี่ยนที่ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่น 

    • การติดตามการเคลื่อนไหวของแพะที่ถูกแท็กบนเนินภูเขาไฟเอตนา ในซิซิลี เพื่อคาดเดาการประทุของภูเขาไฟ ในเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน Rachel Grant นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรม ได้ศึกษารูปแบบการเคลื่อนไหวของสัตว์ในอุทยานแห่งชาติ Yanachaga ในเทือกเขา Andes ของเปรู ซึ่งรวมถึงแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ ในปี 2011 ผลคือ จำนวนสัตว์ที่บันทึกเริ่มลดลงประมาณ 23 วันก่อนเกิดแผ่นดินไหว โดยลดลงอย่างรวดเร็ว 8 วันก่อนเกิดแผ่นดินไหว
    • ประเทศจีนได้สร้างระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวโดยการติดตามพฤติกรรมของสัตว์ที่อยู่ใกล้พื้นดินโดยเฉพาะงูในฟาร์มต่างๆ ทั่วภูมิภาคที่เกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย งูมีกลไกทางประสาทสัมผัสอันทรงพลังที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยได้ และสามารถช่วยแจ้งเตือนแผ่นดินไหวในเมืองไห่เฉิงของจีนในปี 1975
    • ในปี 2014 นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามนกกระจิบปีกทองในสหรัฐอเมริกา ที่จู่ก็มีการบินอพยพกว่า 1,000 ไมล์ หลังจากนั้นก็เกิดพายุทอร์นาโดในพื้นที่ สร้างความเสียหายจำนวนมาก ในเหตุการคล้ายกัน ในปี 2021 โครงการ Kivi Kuaka กำลังติดตามการเคลื่อนไหวของนกเพื่อทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมของพวกมันสามารถเตือนอันตรายจากภัยพิบัติเหนือคาบสมุทรได้ โดยใช้นกกว่า 56 ตัวจาก 5 สายพันธุ์ ติดตั้งเครื่องติดตาม GPS เพื่อดูพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

    ความสามารถในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและรวดเร็วทำให้สามารถจับสิ่งผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น การสั่นสะเทือน ก๊าซต่างๆที่รั่วไหลตามรอยแยก หรือคลื่นแม่เหล็กและอินฟราเรด ทำให้เหล่าสัตว์สามารถหลบหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย และช่วยเหลือมนุษย์ที่สังเกตุและติดตามพวกมันไปด้วย

    ขอบคุณที่มา​ :

    https://www.bbc.com/future/article/20220211-the-animals-that-predict-disasters

    ___________________________________________________________  
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    📲 FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
    ———————–
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     

  • 8 แนวโน้มประสบการณ์ดิจิทัลที่องค์กรต่างๆต้องจับตามองในปี 2023

    8 แนวโน้มประสบการณ์ดิจิทัลที่องค์กรต่างๆต้องจับตามองในปี 2023

    เราเชื่อว่าทุกแบรนด์ต่างก็รู้ถึงความสำคัญของ “ประสบการณ์ลูกค้า​ (Customer Experience)” ทว่ามีองค์กรเพียงไม่กี่แห่งที่จะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีจนเป็นที่จดจำได้ขนาดนั้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ช่องทางออนไลน์และดิจิทัลกลายเป็นช่องทางแรกๆ ที่ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ ในวันนี้เราจึงได้รวมรวมเทรนด์กลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าในปี 2023 นี้มาให้ชมกัน

    8 แนวโน้มสู่ประสบการณ์ดิจิทัลไร้ขีดจำกัด 

    1. Chatbot ตัวขับเคลื่อน CX   เพราะความรวดเร็วเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะกับลูกค้าดิจิทัลที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากรู้อะไรก็ต้องการคำตอบทันที แต่จะให้มนุษย์มาตอบให้ทันทุกข้อความก็คงจะไม่ไหว Chatbot เลยเข้ามาเป็นจุดสำคัญที่จะมาช่วยบริการและทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าดียิ่งขึ้น และแม้ลูกค้ายังคงต้องการที่จะยังคงมีปฏิสัมพันธ์หรือติดต่อกับมนุษย์มากกว่า แต่พวกเขาต่างก็ยอมที่ใช้งาน Chatbot เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน  จากการรายงานการสำรวจของบริษัทใน 21 ประเทศ ของ Zendesk CX Trends 2022 พบว่ากว่า 26% ได้มีการใช้ AI และ Chatbot ที่ช่วยแนะนำการใช้งานให้กับลูกค้า และบริษัทอีกกว่า 25% ก็ได้วางแผนที่เพิ่มเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาในธุรกิจเพิ่มด้วย

    2. การขยายประสบการณ์ทุกช่องทาง  

    เมื่อลูกค้าเริ่มมองหาประสบการณ์ที่ลื่นไหลมากขึ้น จากทั้งภาพลักษณ์และความรู้สึกที่สอดคล้องกันของเนื้อหาและกระบวนการในทุกๆช่องทางที่ลูกค้าต้องการจะโต้ตอบกับแบรนด์ของตุณ ซึ่งช่องทางนั้นรวมทั้งหน้าร้าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น โซเชียลมีเดีย หรือช่องทางใดก็ตามที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ของคุณได้  ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์หลากหลายช่องทางมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมาก อีกทั้งจากวิเคราะห์ของ REVE Chat พบว่า การใช้กลยุทธ์ Omnichannel หรือ กลยุทธ์ลูกค้าหลาหลายช่องทางที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ สามารถรักษาลูกค้าไว้ได้ถึง 89% 

    3. การบริการที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือน “คนพิเศษ”

    อีเมลที่ส่งข้อความอวยพรวันเกิดของลูกค้ากลายเป็นสิ่งเดิมๆ ที่น่าเบื่อไป เพราะปัจจุบันลูกค้าต้องการมากกว่านั้น ความรู้สึกของลูกค้าที่ว่า “เพราะฉันคือคนสำคัญ” ทำให้แบรนด์ต้องเสนอสินค้าและบริการ หรือสิทธิพิเศษที่มีเพียงลูกค้าแต่ละคนเท่านั้นที่ได้รับ ซึ่งรวมไปถึงรู้ล่วงหน้าด้วยว่าพวกการต้องการสินค้าและบริการนั้นเวลาไหนและเท่าไหร่ ทำให้ “Personalization” กลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ที่ทุกแบรนด์ต้องมี  โดยจากการรายงานของ Accenture Interactive’s Pulse Check กล่าวว่า 91% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่จำธุรกรรมที่ผ่านมาของพวกเขาได้

    4. ความโปร่งใสที่ลูกค้าเรียกร้องหา 

    เพราะความไว้วางไว้ใจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับแบรนด์ก็เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่จะสร้างความไว้วางใจ และประสบการณ์ดิจิทัลที่น่าดึงดูดใจลูกค้า นั่นคือความโปร่งใสของแบรนด์ที่บ่งบอกถึงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา และกระบวนการอย่างชัดเจน จะทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่าคุณมั่นใจในสิ่งที่คุณขายและไม่มีอะไรต้องปิดบัง โดยเฉพาะสำหรับผู้ค้าปลีกที่ควรแสดงราคา ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมรายเดือน ข้อมูลทางการเงินหรือธุรกรรมอื่นๆทั้งหมดที่เกี่ยวกับแบรนด์ และรีวิวจากผู้ใช้จริง เพื่อช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขากำลังตัดสินใจอย่างมีข้อมูล เพราะหากแบรนด์สร้างภาระให้แก่ลูกค้าในการค้นหาข้อมูลต่างๆด้วยตัวเอง อาจสร้างความหงุดหงิดและระยะห่างระหว่างแบรนด์และลูกค้าได้ อีกหนึ่งวิธีการสร้างความโปร่งใสให้กับแบรนด์ คือ การเปิดเผยเนื้อหาเบื้องหลัง หรือเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขี้น ผ่านช่องทางสตรีมของแบรนด์ จะช่วยให้แบรนด์สมารถเชื่อมโยงเนื้อหาที่สร้างขึ้นบนโซเชียลมีเดียของคุณได้อย่างดีและจากการสำรวจผู้บริโภคจากทั่วโลกของ PingIdentity ในปี 2021 พบว่า 85% ต้องการจะรู้ว่าบริการออนไลน์มีการใช้งานข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาอย่างไร และอีก 63% จะรู้สึกดีขึ้นหากพวกเขารู้ว่าข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาถูกใช้งานอย่างไร และอีกอย่างที่น่าตกใจคือผู้บริโภค 60% เลิกใช้งานบัญชี เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

    5. ความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น 

    เมื่อโลกขับเคลื่อนและใช้ประโยชน์จากข้อมูล ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่ใช้ข้อมูลของลูกค้ามาใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ให้ดีขึ้น สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดจึงกลายเป็น ความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า หากแบรนด์ใช้ข้อมูลของลูกค้าในทางที่ผิด ไม่ได้รับความยินยอม หรือข้อมูลรั่วไหล สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงเนื้อหาไม่กี่หน้าบรรทัด แต่เป็นลูกค้าที่จะหายไปจากแบรนด์ของคุณตลอดกาล การสร้างความมั่นใจในแบรนด์ที่มีต่อลูกค้าอย่างการบอกนโยบายการใช้ข้อมูล จึงเป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

    6. “Great” Customer Experience คือ เครื่องมือสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น

    คำพูดของแบรนด์ที่ว่าทำเพื่อลูกค้านั้น ไม่ว่าแบรนด์ไหนต่างก็พูดกัน ทว่า “การสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม” ออกมาจนลูกค้าสัมผัสได้ คือ ตัวพิสูจน์ที่สำคัญที่สุด เพราะมันไม่เพียงแต่จะสร้างความไว้วางใจจนทำให้ลูกค้าภักดี กลับมาใช้ซ้ำ และยินดีที่จะจ่ายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่มันคือจุดสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่โดดเด่นจนเป็นที่จดจำจนอาจเทียบเท่ากับสินค้าและบริการหลักของแบรนด์คุณเลยก็เป็นได้ 

    7. Predictive analytics เครื่องมือคาดการณ์อนาคต 

    การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive analytics) เป็นเครื่องมือที่อาศัยข้อมูลในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ในอนาคตที่เป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งในด้านการตลาด จะช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ได้ว่าลูกค้าจะทำอะไร และช่วยให้การออกแบบกลยุทธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น นักการตลาดต้องการใช้ข้อมูลในการทำงานเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่พวกเขาต้องการก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวว่าพวกเขาต้องการสิ่งนั้นซะอีก (Unmet need) ซึ่งการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์สามารถบอกได้ว่าลูกค้ากลุ่มใดที่ควรกำหนดเป้าหมาย สามารถบอกถึงความเสี่ยง และสามารถปรับปรุงความสัมพันธ์ของลูกค้าให้ใกล้ชิดกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น

    8. เทคโนโลยีข้อมูลแบบเรียลไทม์

    นวัตกรรมข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Realtime) กลายเป็นตัวช่วยให้พนักงานช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่นับถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนสินค้าเดิมๆให้กลายเป็นของแปลกใหม่ และสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาใจให้ลูกค้าได้มากขึ้น อย่างนาฬิกาอัจฉริยะที่ติดตามรูปแบบการออกกำลังกายของคุณได้แบบเรียลไทม์ เป็นต้น จากรายงาน The State of the Data Race 2022 ซึ่งเป็นการสำรวจของ DataStax ที่ศึกษาผู้นำและผู้ที่ทำงานในด้านเทคโนโลยีกว่า 500 ราย พบว่ากว่า 71% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าพวกเขาสามารถกำหนดการเติบโตรายได้ขององค์กรได้จากการลงทุนในข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้เลยทีเดียว

    สรุป 

    เรียกได้ว่าประสบการณ์ลูกค้าดิจิทัลเป็นสิ่งหนึ่งที่แบรนด์ในปัจจุบันไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจนแทบจะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเกือบจะตลอดเวลา ทว่าการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีไม่ได้มีเพียงรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น เพราะช่องทางออนไลน์ไม่ใช่ช่องทางเดียวที่ลูกค้าจะเข้าถึงแบรนด์ ดังนั้น แบรนด์ต่างๆ ก็ควรที่จะออกแบบประสบการณ์ในทุกจุดสัมผัสที่ลูกค้าจะรับรู้ตัวตนของแบรนด์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะสร้างการจดจำและเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้แนบแน่นกว่าเดิม …………………………………………. ขอขอบคุณแหล่งที่มา :  https://business.adobe.com/blog/basics/8-digital-customer-experience-trends-for-2023  #CustomerExperience #Branding #Baramizi #BaramiziOutlookDaily
  • 6 สิ่งสำคัญที่ CEO  ต้องรู้

    6 สิ่งสำคัญที่ CEO ต้องรู้

    “ผู้นำเปรียบเสมือนกับหางเสือเรือ” ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางให้ “เรือ” หรือองค์กรเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเป็นผู้ตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับบริษัท ทว่าด้วยการคาดการณ์ในความผันผวนที่เกิดขึ้นในปี 2023 นี้ ถือเป็นความท้าทายสำหรับ CEO ไม่น้อยที่จะต้องรับมือให้ได้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้

    6 สิ่งสำคัญที่ผู้นำต้องรู้ในปี 2023 

    1. ล้มแล้วลุกให้เร็ว
    ด้วยความไม่แน่นอนตั้งแต่เศรษฐกิจโลก สภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่เทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่อาจ Disrupt ธุรกิจได้ง่ายๆ หลายบริษัทได้พยายามก้าวไปข้างหน้าให้ทันตามโลก ทว่าก็มีอีกหลายบริษัทก็อาจจะก้าวช้าไปเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่บริษัทต้องมีคือ การคาดการณ์ เตรียมพร้อม ตอบสนองกับสิ่งที่เผชิญ และปรับตัวให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าดีร้าย คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า CEO ได้ทำอะไรเพื่อให้บริษัทเป็นแบบนั้นแล้วหรือยัง 
    1. เดินหน้าอย่างกล้าหาญ
    ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลกประสบกับปัญหาต่างๆ ที่ซ้อนทับและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น สงครามยูเครนที่ทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ประกอบกับแนวโน้มสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้รวมกันนี้เองอาจทำให้บางบริษัทหยุดแผนงานบางอย่าง ลดแผนการเติบโตลง หรือถอยหลังกลับเล็กน้อย เพียงแต่สิ่งสำคัญในสถานการณ์ผันผวนเช่นนี้ ผู้นำที่ดีจะต้องไม่เพียงแต่จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมองถึงอนาคตในระยะยาวเพื่อจะมองหาโอกาสใหม่ๆ และเดินต่อไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญด้วย เรียกได้ว่าทั้งรุกและรับในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว
    1. ต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่
    การสร้างความยิ่งใหญ่กับบริษัทล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าผู้นำทุกคนต่างต้องการ หลายบริษัทมักจะขยายหรือสร้างธุรกิจใหม่เป็นกุญแจสู่ความก้าวหน้านั้น ทว่านอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจใหม่อย่างประสิทธิภาพแล้ว สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ “การฝันให้สูง” และทำให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งทิศทางสำหรับธุรกิจใหม่ที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วนั้น คงไม่พ้นจะต้องเกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) โดยจากการวิจัยของ McKinsey พบว่าในการศึกษาบริษัทกว่า 11 แห่งในอุตสาหกรรมนี้ รวมกันแล้วมูลค่าบริษัทถึง 12 ล้านล้านดอลลาห์สหรัฐฯ ทั้งๆ ก่อตั้งมาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
    1. โอบรับเทคโนโลยี
    การสร้างธุรกิจใหม่อาจหมายถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ดีกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสำหรับบริษัทที่ต้องการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น CEO ที่ดีจึงควรจะมองหาโอกาสใหม่ๆจากการพัฒนาของเทคโลยีอยู่เสมอ โดยจากงานวิจัยของ McKinsey ในปีค.ศ. 2022 พบว่ากว่า 70% ผู้ดำเนินการทางเศรษฐกิจชั้นนำทั่วโลก มีการสร้างและใช้ซอฟแวร์ของตนเองเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และอีก 1 ใน 3 นั้นยังสามารถสร้างรายได้จากซอฟแวร์เหล่านี้ได้โดยตรงอีกด้วย
    1. ใส่ใจความยั่งยืน
    ความร่วมมือกันระหว่างประเทศทั่วโลกที่จะพยายามฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้กลายเป็นกรอบกำหนดนโยบายของทุกบริษัทไปแล้วในตอนนี้ โดยจากการวิจัยพบว่ากว่า 86% ของ CEO ในแถบประเทศยุโรปเชื่อว่าแนวทาง ESG เพื่อความยั่งยืนได้เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญยิ่งกว่าการเติบโตของรายได้เสียอีก เพราะไม่เพียงแต่บริษัทจะได้รับแรงกดดันมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าบริการเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น ทว่ารวมไปถึงความกดดันภายในจากการดำเนินงานในองค์กรด้วยเช่นกันทเนื่องจากพบว่ากว่า 46% พนักงานจะยอมทำงานให้กับบริษัทที่มีการดำเนินงานอย่างยั่งยืนเท่านั้น และเราต่างก็รู้ว่าบุคลากรที่มีความสามารถนั้นหาได้ยากและมีการแย่งตัวกันมากขนาดไหน ตัวเลข 46% จึงเปรียบได้กับเปอร์เซ็นการแข่งขันที่อาจทำให้บริษัทแพ้คู่แข่งไปได้โดยไม่รู้ตัว
    1. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับพนักงาน
    จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปแบบผสมผสาน (Hybrid) มากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจสร้างความสะดวกสบาย และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานให้กับพนักงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเข้าออฟฟิศไม่กี่วันต่อสัปดาห์นั้นก็อาจทำให้แรงจูงใจในการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กรหมดไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ CEO จะต้องวางแผนออกแบบประสบการณ์ในการทำงานที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานให้มากขึ้น เปลี่ยนพื้นที่ทำงานในออฟฟิศให้กลายเป็นพื้นที่ที่พนักงานอยากอยู่เพื่อพบเพื่อนร่วมงาน ร่วมกันเสนอไอเดียใหม่ และมองเห็นถึงความหมายในการทำงานมากขึ้น

    สรุป: ความเป็นผู้นำของ CEO 

    เพราะ CEO คือนักวางกลยุทธ์ของบริษัท ผู้มอบหมายวิสัยทัศน์และทิศทางขององค์กรให้ไปก้าวไปข้างหน้า ความเป็นผู้นำจึงมีเป็นส่วนสำคัญที่สุดในฐานะ CEO ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือการมองเห็นอนาคตและปรับตัวให้ทันตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอก็เป็นทักษะที่จำเป็นด้วยเช่นกัน …………………………………………. ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.mckinsey.com/capabilities/strategy-and-corporate-finance/our-insights/what-matters-most-six-priorities-for-ceos-in-turbulent-times https://www.ibm.com/downloads/cas/WVPWGPYE  https://www.siegelgale.com/rebranding-considerations-an-open-letter-to-a-ceo/  https://www.krungsri.com/th/business/other-services/empowerment/business-insights/knowledge-trend/resilience-business-strategy-for-sustainability  https://blog.softwareag.com/5-reasons-ceos-care-for-sustainability/#:~:text=75%25%20of%20consumers%20are%20changing,either%20make%20or%20break%20trust #CEO2023 #InternalBranding #Branding #Baramizi #BaramiziOutlookDaily
  • 🔎 INNOVATION UPDATE : NANO-VINYL

    🔎 INNOVATION UPDATE : NANO-VINYL

    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบฟังเพลงในระบบแอนะล็อก(Analogue) คงต้องยอมรับว่าแผ่นเสียง (Viny)l เป็นอีกหนึ่งสื่อที่มีมนต์เสน่ห์ในตัวเองอีกทั้งยังคุณภาพเสียงที่ดี

    .
    หลายคนบอกว่า Vinyl ที่เป็นเสียง Analogue นั้นดีกว่าเสียงจาก CD/Streaming ที่เป็น Digital โดยให้ความเห็นว่าเสียงจาก Vinyl นั้นนุ่มกว่า ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการบันทึกเพื่อเพิ่มความจุของดิสก์ รักษาคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (HD) และลดต้นทุนการผลิตโดยรวมให้เหลือน้อยที่สุด
    .
    เพื่อรักษาประสบการณ์การฟังแผ่นเสียงในตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 8.4% ในช่วงปี 2022-2027
    แต่เมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยในมหาวิทยาลัยของเดนมาร์กได้มีการบันทึกเสียงลงในแผ่นเสียงที่เล็กที่สุดในโลกขนาดเพียง 40 ไมโครเมตร
    .
    ด้วยเครื่อง Nanofrazor เนื่องจากมันมีขนาดเล็กมาก จึงสามารถเล่นเพลง “Rocking Around the Christmas Tree” ได้เพียง 25 วินาทีแรกเท่านั้น วิธีการทำงานของเครื่องคือแกะสลักลวดลาย 3 มิติลงบนพื้นผิวโดยใช้ความละเอียดระดับนาโน
    .
    ซึ่งหมายความว่า ในที่สุดแล้ว พวกเขาอาจใช้เทคโนโลยีประเภทนี้ในอุปกรณ์ควอนตัม(quantum devices), เซ็นเซอร์ หรือ ออปติกอิเล็กตรอน (electron optics) ด้วยขนาดที่เล็กจึงยังไม่มีเครื่องอ่านใดๆอ่านได้ในปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นเพียงการทดลองในการสร้างแผ่นเสียงไมโครไวนิลโดยใช้เครื่องจักร แต่ในที่สุดอาจใช้เพื่อพัฒนาบางสิ่งในอนาคตในแวดวงนาโนเทคโนโลยี
    .
    ขอบคุณที่มา
    https://www.yankodesign.com/2023/01/07/a-nano-sculpting-machine-produced-the-worlds-tiniest-vinyl-record/
    https://www.imarcgroup.com/vinyl-record-market
    ————————————————–
     
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : https://lin.ee/1JZO7Nc
    ✉️ Email : contact@baramizi.co.th
    ———————–
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป
  • เจาะลึก 9 เทรนด์การสร้างแบรนด์แห่งปี 2023

    เจาะลึก 9 เทรนด์การสร้างแบรนด์แห่งปี 2023

    “เมื่อโลกหมุน แบรนด์จึงต้องหมุนตาม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบนี้ แค่ช้าไปไม่เท่าไหร่ก็อาจทำให้เสียหายได้ การปรับตัวจึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องทำเพื่อให้แตกต่าง โดดเด่น สร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำให้ได้อยู่เสมอ และด้วย 9 เทรนด์​การสร้างแบรนด์แห่งปี 2023 นี้จะทำให้ท่านสามารถสร้างแบรนด์เพื่อดึงดูดผู้บริโภค และเติบโตยิ่งกว่าเดิม

    9 เทรนด์มาแรงสำหรับการสร้างแบรนด์ในปี 2023

    1. Daring Nostalgia 
    ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามักจะพบเห็นการออกแบบแบรนด์ในสไตล์มินิมัลลิสต์กันอย่างมากมาย ทว่าเทรนด์ออกแบบในปี 2023 นี้ จะพาย้อนกลับไปให้เราคิดถึงสไตล์แฟชั่นในยุค 50s 90s หรือแม้กระทั่ง Y2K ด้วยการออกแบบที่มีการใช้มาสคอตพูดได้ บุคลิกขี้เล่น โทนสีพาสเทล และตัวหนังสือหนาๆ รวมถึงลูกเล่นมากมายที่จะทำให้แบรนด์ให้ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยสื่อถึงความมีชีวิตชีวาของแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างความรู้สึกผูกพันและความทรงจำให้กับลูกค้าได้อีกด้วย
    บรรจุภัณฑ์ห่อช็อกโกแลตแท่งแบรนด์ Muuuhlk ที่ใช้มาสคอตแทนแต่ละรสชาติ และแบรนด์ AGUILA Ritmos Nuestros ที่ใช้โทนสีพาสเทลและลูกเล่นของตัวหนังสือที่สื่อถึงความเป็นมิตร
    2. Powerful Use of Color 
    “สี” นับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้ด้วยตัวของมันเอง ดังเช่นสีแดงและเหลืองอันเปรียบได้กับตัวแทนของ McDonald รวมถึงการใช้สีหลักซ้ำจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง one.two.free! ด้วยเช่นกัน โดยในปีนี้เราอาจได้เห็นแบรนด์ต่างๆ มีการใช้สีสันแสบตา เพื่อใช้ในการสร้างรวมถึงการจดจำของแบรนด์ด้วยสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อดึงดูดสายตาของผู้ชมในงานโฆษณาในรูปแบบดิจิทัล 
    บรรจุภัณฑ์สีสันสดใสจากแบรนด์ร้านอาหาร Pull Noodles และสีชมพูอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ one.two.free!
    3. Pushing Design Boundaries​
    กระแสการออกแบบ Anti-Design ที่ใช้ทั้งสีสันสดใส รูปทรงบิดเบี้ยว และขนาดที่ต่างกันสุดขั้ว กลายเป็นแนวทางการออกแบบกระแสหลักไปเสียแล้ว ซึ่งสาเหตุก็ไม่พ้นมาจากแบรนด์ต่างๆ ที่ต้องการสร้างความโดดเด่นและแตกต่างในตลาดให้มากขึ้น การใช้ตัวอักษร ภาพ สี หรือแม้แต่การวางตำแหน่งที่อาจจะดูไม่เข้ากันนี้ยิ่งสร้างความรู้สึกที่แปลกใหม่เป็นที่จดจำแก่ผู้พบเห็นและตอบโจทย์สิ่งที่แบรนด์ต้องการได้เป็นอย่างดี 
    บรรจุภัณฑ์แบรนด์ขนมและไอติมอาติซาน Nice Lab และแบรนด์ Kalamaki Greek Street ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์กรีกที่ต้องการมอบประสบการณ์ที่สนุกสนานให้กับลูกค้า
    4. New Eco 
    ก่อนหน้านี้เราอาจจะพบเห็นแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามแนวโน้มของตลาด ซึ่งเทรนด์นี้ก็ยังคงอยู่ต่อไปและยังมีการพัฒนาในเรื่องของการออกแบบที่มีความเรียบง่ายมากขึ้น โดยอาจไม่ได้เห็นแบรนด์ที่มีสีเอิร์ธโทนอีกต่อไป แต่จะเป็นการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจในการมุ่งเน้นไปสู่อนาคต  เราอาจได้เห็นการออกแบบที่เรียบง่ายสุดๆ จนในบางทีอาจทำให้ไม่เป็นที่จดจำเลยแม้แต่น้อย แต่แบรนด์จะเน้นการใช้ข้อความเพียงไม่กี่คำ ที่สั้นชัดเจน กระชับ และอิมแพ็คต่อคนดูแทน
    บรรจุภัณฑ์แบรนด์ Public Goods และ Carbon Theory ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้สีที่ไม่ฉูดฉาด และฟ้อนต์ทั่วไปที่เรียบง่าย
    5. Animated Logos
    “เพราะภาพที่เคลื่อนไหว สื่อสารได้มากกว่า” เช่นเดียวกันกับโลโก้ เพราะเรื่องราวของแบรนด์ที่ใส่ลงไปในทุกการเคลื่อนไหวของโลโก้นั้นทรงพลังกว่าภาพนิ่ง ทั้งยังโดดเด่น น่าสนใจและติดอยู่ในใจผู้บริโภคได้ยิ่งกว่า ดังเช่นโลโก้ที่หมุนเป็นวงกลมของพิพิธภัณฑ์ Leeum Museum of Art สะท้อนถึงธรรมชาติของศิลปะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือแม้แต่ Google ที่ทุกการเคลื่อนไหวสื่อถึงรูปแบบบริการอันยอดเยี่ยมของ Search Engine ชั้นนำได้อย่างมีสไตล์
    โลโก้เคลื่อนไหวของ Google ที่เล่าเรื่องราวบริการที่มอบให้กับผู้ใช้ทุกคน
    6. Statement Typography
    เทรนด์ต่อมาจะเป็นเทรนด์ในการเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของแบรนด์ให้ทรงพลังมากกว่าที่ผ่านมา โดยการเน้นข้อความที่แบรนด์พยายามจะสื่อสารไปยังผู้บริโภค จากการใช้ฟอนต์ที่มีความแปลกใหม่ และมีใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อทำให้แบรนด์มีความโดดเด่นยิ่งกว่าใคร อย่าง Counterprint ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ออนไลน์ที่ขายหนังสือชื่อ Big Type และไม่วายใช้ฟอนต์ขนาดใหญ่ที่ตรงกับชื่อเรื่องอย่างกับล้อกันมา
    หนังสือ Big Type ที่ใช้ตัวอักษรตัวใหญ่สีสดเพื่อเน้นย้ำชื่อเรื่อง
    7. Humanized Brands 
    เมื่อแบรนด์เป็นเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความเป็นมิตร ความถ่อมตน และเห็นว่าสินค้าของแบรนด์นั้นถูกทำขึ้นด้วยมือจากความใส่ใจ ความหลงใหล และทำให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจอย่างแท้จริง เหมือนแบรนด์น้ำผึ้ง Miels d’Anicet จากฝรั่งเศส ที่สร้างเสน่ห์ด้วยตัวอักษรและภาพประกอบแปลกตาด้วยลายมือมนุษย์ ช่วยสร้างให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ และมีเบื้องหลังที่เรียบง่าย นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของแบรนด์เพื่อสังคม (Brand Activism) ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะด้านสิ่งแวดล้อม หรือความเท่าเทียมก็เป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วยเช่นกัน อย่าง GoDaddy ที่ทำโมชั่นกราฟฟิกเพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมทางเพศในประเด็นความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของเพศหญิง
    บรรจุภัณฑ์น้ำผึ้งออร์แกนิคแบรนด์ Miels d’Anicet จากฝรั่งเศส และกราฟฟิกแคมเปญ #BreakTheBias ของเว็บไซต์แพลตฟอร์ม GoDaddy ชูประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเพศด้านรายได้
    8. Pop Culture Influence 
    กระแสวัฒนธรรมป๊อปได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จากการเข้ามาของ TikTok  Netflix และแพลตฟอร์มด้านความบันเทิงอื่นๆ จนในปัจจุบันที่แบรนด์กลายเป็นผู้สร้างคอนเทนต์เป็นหลักไปเสียแล้ว ดังนั้นหากมีกระแสโซเชียลมีเดียหรือกระแสของซีรี่ส์ดังเกิดขึ้น เราจะเห็นการออกแบบและการสร้างแบรนด์ที่เป็นไปตามเทรนด์เหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการบริโภคของผู้คนในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี
    แคมเปญโฆษณาเครื่องดื่ม Pepsi และ Heineken ตามซีรีย์ Squid Game
    แคมเปญโฆษณาเครื่องดื่ม Pepsi และ Heineken ตามซีรีย์ดังอย่าง Squid Game
    9. Retro Collage 
    ภาพตัดแปะ (Collage) ที่จับคู่กราฟฟิกสไตล์ย้อนยุค รอยฉีกของรูปภาพ และอักษรตัวหนาจากยุคเรโทรที่ทำให้เนื้อหามีชีวิตชีวา สร้างความแปลกใหม่ให้กับแบรนด์จะเป็นที่นิยมมากขึ้นในปี 2023 นี้ ดังเช่นแบรนด์ชื่อดังจากฝรั่งเศสอย่าง Chanel ที่เน้นใช้เทปกาวเป็นหลัก และ Nike ที่ใช้ปากกาหัวสักหลาดสีส้มสดในการวาดเส้นแบบฟรีไสตล์ และ Swoosh ที่เป็นโลโก้ของแบรนด์
    วิดีโอครบ 50 ปีเล่าจุดกำเนิดของ Nike และสิ่งที่แบรนด์ทำให้กับผู้คน

    สรุป : ความท้าทายใหม่ที่แบรนด์ต้องเผชิญ

    นอกเหนือจากคุณค่าที่แบรนด์มอบให้ การสร้างการจดจำและการตามให้ทันต่อโลกและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความท้าทายใหม่ที่ทุกแบรนด์ต้องเจอในยุคปัจจุบันและต้องก้าวข้ามผ่านให้ได้สู่การคงอยู่ของแบรนด์ในอนาคต ……………………………………………………… ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.envato.com/blog/branding-trends/#new-eco