Author: admin

  • 🔎INNOVATON UPDATE :  New Christmas & Santa Factory

    🔎INNOVATON UPDATE : New Christmas & Santa Factory

    คริสต์มาสเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่มีความสำคัญกับผู้คนทั่วทุกมุมโลก ช่วงเวลาส่งท้ายปีที่เราจะได้อยู่กับครอบครัวและแลกเปลี่ยนของขวัญ ที่ซึ่งเป็นประเพณีของโลกยุคใหม่ไปแล้ว แต่ในปัจจุบัน จิตวิญญาณของวันคริสต์มาสยังคงอยู่ แต่พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป ด้วยวิกฤตค่าครองชีพส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมวันหยุดของผู้บริโภค รายงานแนวโน้มการใช้จ่ายช่วงคริสต์มาสปี 2022 ของ eBay1 พบว่า

    ผู้บริโภคเกือบ 1 ใน 3 วางแผนที่จะเริ่มจับจ่ายในช่วงเทศกาลเร็วกว่าปีที่แล้ว โดย 30% ระบุถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการ “กระจาย” ค่าใช้จ่ายไม่ให้กระจุกอยู่ที่ปลายปีอย่างเดียว ซึ่งการจับจ่ายจะเกิดในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงช่วงสิ้นปี หนึ่งในปัจจัยคือการมีแคมเปญอย่าง Black Friday ซึ่งทำให้สินค้าต่างๆใน e-commers platform มีราคาที่ถูกลง (DHL Express มียอดการส่งแต่ละวันสูงถึง 40%ในไตรมาสนี้) 23% จะซื้อสิ่งของที่เป็นประโยชน์ให้เป็นของขวัญ สอดคล้องกับ 31% ผู้คนจะซื้อของขวัญน้อยลงรวมถึงของขวัญเพื่อความตลกขับขันบรรยากาศของการจับจ่ายเปลี่ยนจากการออกไปซื้อตามห้างร้านมาอยู่ใน e-commers platform มากขึ้น ทำให้ในช่วงปลายปีโกดังสำหรับจัดการพัสดุเหล่านี้เป็นเมืองโรงงานซานตาคลอสในชีวิตจริงตัวอย่างเช่น คลังสินค้าขนาดใหญ่ของ Amazon ที่เตรียมงานคริสต์มาสด้วยความช่วยเหลือจากหุ่นยนต์

    ขอบคุณรูปภาพจาก : https://flipboard.com/video/swns/498c33eb35 ศูนย์ปฏิบัติงานแห่งนี้อยู่ที่เมืองเกทส์เฮด ประเทศอังกฤษ มีพื้นที่มากกว่า 546,000 ตารางฟุตหรือขนาดของสนามฟุตบอล 6 สนาม และมีสายพานยาวถึง 11 กม. มีพนักงานประจำมากกว่า 1,300 คนและพนักงานตามฤดูกาลอีกหลายร้อยคน พนักงานเหล่านั้นยังได้รับความช่วยเหลือจากหุ่นยนต์ที่เดินทางรอบคลังสินค้าขนาดใหญ่โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใช้เพื่อกำหนดเส้นทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับหุ่นยนต์โดยใช้บาร์โค้ด 2 มิติบนพื้น หุ่นยนต์จะเคลื่อนที่ไปรอบๆ เพื่อหยิบสินค้าและส่งมอบให้กับพนักงานเพื่อรวบรวมรายการ

    แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่จิตวิญญาณแห่งวันคริสต์มาสยังคงอยู่ในช่วงเวลาสิ้นปีของทุกคน และยังเป็นโอกาสของแต่ละธุรกิจในการปรับตัว เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

    ขอบคุณที่มา :

    https://flipboard.com/video/swns/498c33eb35

    https://www.insightdiy.co.uk/file-download.asp?type=articles&id=1350

    ______________________________________________________
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     

  • INNOVATION UPDATE : Self-replicating Robot

    INNOVATION UPDATE : Self-replicating Robot

    แนวคิดการจำลองตัวเองหรือการคิดวิเคราะห์ของหุ่นยนต์เป็นการพัฒนาที่ท้าทายมาโดยตลอด จากการพบเจอได้ทั้งจากตัวชิ้นงานจริงหรือกระทั้งนวนิยายวิทยาศาสตร์แต่ปัจจุบันมีหลายภาคส่วนได้ทำการพัฒนาเเนวคิดนี้เพื่อให้เกิดขึ้นจริง

    .
    ตัวอย่างเช่น ผลงานใหม่จาก Center for Bits and Atoms (CBA) ของ MIT ในการสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถจำลองตัวเองเพื่อทำภารกิจที่ต่างๆ รวมถึงสิ่งของที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมันเอง ยานพาหนะ ไปจนถึงโครงสร้างอาคาร โดยยูนิตมีลักษณะเป็นโครงข่ายทรงขนมเปียกปูน (rhombic-shaped webs) ชื่อว่า ว็อกซ์เซล (voxels)
    .
    ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกันเพื่อให้ได้โครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเพื่อการใช้งานในวัตถุประสงค์ที่ต่างออกไป ว็อกซ์เซล ยังมีหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลและพลังงานให้กับส่วนต่างๆเป็นเหมือนระบบประสาทในการเชื่อมต่อโครงสร้างของหุ่นยนต์ ทำให้สามารถทำงานต่างๆ
    .
    ได้เช่น การยก การเคลื่อนย้าย และการจัดการวัสดุ รวมถึงกองทัพว็อกซ์เซลเองด้วย ในปัจจุบัน โปรเจคนี้ยังอยู่ในขั้นการทดลองซึ่งยังคงต้องพัฒนาให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นสำหรับการทำงานจริง ความสามารถนี้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
     
    .
    จากการที่ว็อกซ์เซลที่เล็กลงสามารถสร้างตัวเองให้ใหญ่ขึ้น หยิบจับสิ่งของที่หนักขึ้น ทั้งนี้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น การสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ รถยนต์ หรือกระทั้งบ้านที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติ
    .
    ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการผลิตขนาดใหญ่กว่าตัวชิ้นงานทั้งสิ้น ซึ่งหุ่นยนต์ว็อกซ์เซลนี้จะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการผลิตที่ใช้พื้นที่เล็กลง อิสระมากขึ้น และการคิดวิเคราะห์ในการจัดการได้เอง
    .
    ขอบคุณที่มา :
    https://www.designboom.com/technology/mit-robots-construct-big-things-11-23-2022/
    https://news.mit.edu/2022/assembler-robots-structures-voxels-1122
    ______________________________________________________
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป
  • INNOVATION UPDATE : Quaise Energy

    INNOVATION UPDATE : Quaise Energy

    ในโลกของพลังงานยุคใหม่ ผู้คนต่างมองหาพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนมากขึ้น ในประวัติศาสตร์ มนุษย์ใช้พลังงานจากธรรมชาติมานับพันปี ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากลม น้ำ หรือแสงอาทิตย์ แต่อีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่เป็นความท้าทายนั้นคือ พลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด พลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากใต้พิภพอยู่ที่ประมาณ 385,000 เทราวัตต์/ชั่วโมง ในระยะ 1ปี ซึ่งมากกว่าการใช้พลังงานทั่วโลก ซึ่งในปี 2019 มีการใช้พลังงานเพียง 23,000 เทราวัตต์/ชั่วโมงเท่านั้น . หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากจากบริษัทที่ชื่อว่า Quaise Energy ซึ่งในปัจจุบันถือว่ามีนวัตกรรมการขุดเจาะที่ลึกที่สุดในโลก ที่ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร จากเครื่อง Quaise’s drilling systems ใช้วิธีการเจาะหินให้เป็นรู ด้วยการละลายหินให้กลายเป็นไอจากอุปกรณ์ปล่อยคลื่นไมโครเวฟ Microwave-emitting device จากเรื่อง Gyrotron ทำให้ได้ความลึกที่มากกว่าหัวขุดเจาะแบบทั่วไป . การเข้าถึงความลึกระดับนี้ทำให้สามารถขุดเจาะได้ทุกที่บนโลกไม่จำกัดที่จุดที่มีพลังงานความร้อนสูงเท่านั้นและยังทำให้เข้าถึงพลังงานความร้อนที่สูงกว่า 500 องศาเซลเซียสได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อการพลิตกระแสไฟฟ้าและการถ่ายเทอุณหภูมิในอุตสาหกรรมต่างๆอีกด้วย โดยมีแผนการทดสอบหลุมขุดเจาะแรกภายในปี 2026 และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าในปี 2028 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจเนื่องจากความถึงพร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ไม่ต่างจากระบบขุดเจาะปิโตรเลียมทั่วไปและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าโดยการใช้เนื้อน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับการผลิตพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ .

    ขอบคุณที่มา

    https://techcrunch.com/2022/11/25/meet-5-startups-working-to-harness-the-earths-heat-to-save-the-planet/ https://www.quaise.energy/

    ______________________________________________________
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     

     

  • 🔎The Three Musketeers of The Farm: หุ่นยนต์สามทหารเสือแห่งท้องไร่ในการกำจัดศัตรูพืช

    🔎The Three Musketeers of The Farm: หุ่นยนต์สามทหารเสือแห่งท้องไร่ในการกำจัดศัตรูพืช

    การต่อสู้กับศัตรูพืชเป็นสิ่งที่มีมานานคู่กับเกษตรกรรม จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UN Food and Agriculture Organisation) มีการซื้อขายยาฆ่าแมลงจำนวน 6 ล้านเมตริกตันทั่วโลกในปี 2018 มูลค่า 38 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมไม่น้อยกว่า 64% ใน 168 ประเทศทั่วโลก การต้องปกป้องผลผลิตเป็นสิ่งสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจและการบริโภคของมนุษย์แต่สารเคมีอาจไม่ใช้ทางออกเพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาการกำจัดศัตรูพืชคืบหน้าไปอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือใช้หุ่นยนต์ในการทำภารกิจเหล่านี้

    .

    หุ่นยนต์กำจัดศัตรูพืช Tom หุ่นยนต์ตรวจสอบพื้นที่ซึ่งสามารถสแกนพื้นที่ 20 เฮกตาร์ (125ไร่) ต่อวัน

    Dick หุ่นยนต์ “crop-care” จะใช้เพื่อกำจัดวัชพืช

    Harry จะปลูกเมล็ดพันธุ์ในดินที่ปราศจากวัชพืช ได้รับการพัฒนาโดย Small Robot Company ผู้ใช้หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการปัญหาศัตรูพืช ด้วยแนวคิด “Per Plant farming” คือการใช้จัดการข้อมูลร่วมกับการดูแลอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งเกษตรกรสามารถเห็นข้อมูล พืชผลและวัชพืชในไร่, การคาดการณ์ผลตอบแทนจากข้อมูลการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตาย ซึ่งแนวคิดนี้เป็นทางออกของปัญหาเกษตกรเช่น ผลผลิตไม่ตามเป้า, ผลตอบแทนซบเซาและวิกฤตสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เครื่องจักรหนักและการใช้สารเคมีมากเกินไป ซึ่งเมื่อใช้ระบบเต็มรูปแบบ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ 40% และการลดการใช้สารเคมีได้ถึง 95% บริษัทหวังที่จะเปิดตัวระบบหุ่นยนต์เต็มรูปแบบภายในปี 2566 ซึ่งจะให้บริการในราคาประมาณ 400 ปอนด์ ต่อเฮกตาร์ (6.25ไร่) หุ่นยนต์ตรวจสอบจะถูกส่งไปที่ฟาร์มก่อนหลังจากนั้นหุ่นยนต์สำหรับกำจัดวัชพืชและปลูกพืชจะถูกส่งต่อเมื่อข้อมูลแสดงว่าจำเป็นเท่านั้น

    ขอบคุณที่มา:

    https://www.smallrobotcompany.com/ https://edition.cnn.com/2021/06/09/tech/robot-zaps-weeds-spc-intl/index.html https://www.seub.or.th/bloging/news/global-news/64%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5/

    ______________________________________________________
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     

     

  • เปิดรายชื่อ10 บริษัทที่ยั่งยืนระดับโลกประจำปี 2022

    เปิดรายชื่อ10 บริษัทที่ยั่งยืนระดับโลกประจำปี 2022

    ปัจจุบันประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาระดับโลกที่แต่ละชาติต่างร่วมกันแก้ไขและทำให้เหล่าผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดและนโยบายเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ ไม่ว่าจะผ่านทางพันธกิจ วิสัยทัศน์ และการดำเนินงานของบริษัท และเมื่อวัดจากดัชนี ESG แล้ว หลายบริษัทก็สามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี ในรายงานนี้จึงจะมากล่าวถึง 10 บริษัทอันดับต้นของโลกที่ได้รับการประเมิน ESG สูงที่สุดภายในปีค.ศ. 2022

    ESG คืออะไร?

    ก่อนจะไปรู้จัก 10 บริษัท อาจจะต้องกล่าวถึง ESG ก่อนว่าคืออะไร Environment-Social-Governance (ESG) คือแนวคิดการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนผ่านความรับผิดชอบสามด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ซึ่งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจเอกชนในการรับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

    ESG สำคัญอย่างไร?

    แน่นอนว่าความต้องการของนักธุรกิจทั้งหลายก็คงอยากที่จะเห็นบริษัทเติบโตไปข้างหน้า และเราก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหล่านักลงทุนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความต้องการนั้นเป็นจริงด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันนี้นักลงทุนก็ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทหรือหลักทรัพย์ที่ดำเนินตามความยั่งยืนแบบ ESG มากยิ่งขึ้น โดยจากการสำรวจนักลงทุนทั่วโลกประจำปีค.ศ. 2021 ของ PwC พบว่า กว่า 79% ของนักลงทุนได้มีการนำความเสี่ยงและโอกาสด้าน ESG เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน จากการศึกษาในปีพ.ศ. 2560 ของ State Street Global Advisors ที่ทำการสำรวจกับผู้ลงทุนสถาบันทั้งหมด 475 องค์กรในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียแปซิฟิกพบว่า ร้อยละ 80% จะลงทุนในองค์กรที่ดำเนินตามธุรกิจตามหลัก ESG และในแบบสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายนพ.ศ. 2565 จากประธานฝ่ายลงทุนภาคเอกชนของ Deutsche Bank พบว่า นักลงทุนกว่า 68% คาดหวังว่าสถาบันการเงินที่ใช้บริการจะจัดการให้มีการลงทุนที่มีการประเมินถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนี้ผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาปีพ.ศ. 2563 พบว่า ผู้แนะนำทางการเงิน (Fianancial Advisor: FA) มีการแนะนำนักลงทุนหรือได้ลงทุนด้วยตัวเองในกองทุนแบบ ESG มากขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ จากที่กล่าวไปข้างต้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า การลงทุนแบบยั่งยืนได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่จัดทำดัชนี (Index Provider) หรือตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละประเทศก็ได้มีการจัดทำ “ดัชนีความยั่งยืน (Sustainability Index)” เพื่อใช้เป็นดัชนีสำหรับวัดว่าบริษัทได้มีการลงทุนและดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบสอดคล้องกับแนวคิด ESG อย่างไรในการนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ดัชนีที่ใช้วัด ESG มีอะไรบ้างและวัดกันอย่างไร?

    Sustainability Index ที่ใช้วัดบริษัทในการดำเนินงานตาม ESG นั้นมีหลากหลายดัชนีไม่ว่าจะจากองค์กรที่จัดทำดัชนีอย่าง Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)  MSCI ESG Index  FTSE4Good Index และ STOXX Global ESG Leaders indices รวมถึงดัชนีที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งขึ้นอย่าง KRX ESG Leaders 150 Index ของประเทศเกาหลี SGX Sustainability Index ของประเทศสิงคโปร์ โดยแต่ละดัชนีนั้นจะมีเกณฑ์ในการประเมิน ESG ที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด โดยในรายงานที่จะกล่าวถึง 10 บริษัทอันดับต้นของโลกที่ได้รับการประเมิน ESG สูงที่สุดภายในปีค.ศ. 2022 นี้จะใช้ดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ในการจัดอันดับ เนื่องจากเป็นดัชนีที่คัดเลือก “หุ้นยั่งยืนระดับโลก” กล่าวคือต้องเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ทำธุรกิจแล้วมีความรับผิดชอบโดดเด่นในด้านความยั่งยืน ทั้งนี้ดัชนีนี้ยังได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนทั่วโลกเนื่องจากให้ผลตอบแทนสะสมในระดับที่ดีและใช้วัดความเสี่ยงในการทำธุรกิจซึ่งเป็นเกณฑ์ตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนได้อีกด้วย

    การประเมินของ DJSI

    ในการประเมินบริษัทนั้นจะมีประจำทุกปีจากทั้งหมด 61 อุตสาหกรรม โดยจะใช้เกณฑ์การประเมิน
    1. บริษัทที่จะได้เข้าร่วมประเมินต้องมีมูลค่าตามราคาตลาดหลังปรับน้ำหนักตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free-float adjusted market capitalization) ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
    2. คะแนน S&P Global ESG Scores ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 0-100 คะแนน โดยจะทำจากแบบประเมินด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ (Corporate Sustainability Assessment : CSA) 
    3. การคัดเลือกบริษัทเพื่อให้อยู่ในการจัดอันดับนั้น จะคัดจากบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุด 15% แรกในอุตสาหกรรมที่ดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งจะถูกแบ่งเป็นตามระดับรางวัลตั้งแต่ระดับ Gold Class ลงไป
    และเนื่องจากคำถามที่ใช้ประเมินในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกัน คะแนนที่ได้มาจึงไม่สามารถใช้เทียบกันข้ามอุตสาหกรรมได้ กล่าวคือไม่สามารถจัดอันดับบริษัทที่ได้คะแนนสูงที่สุดจากอุตสาหกรรมทั้ง 61 อุตสาหกรรมได้ 

    ส่อง 10 บริษัทยั่งยืนระดับโลกในปี 2022

    เป็นที่น่าเสียดายที่เกณฑ์การวัดอาจทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่ามีบริษัทใดบ้างที่ถือว่าเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกจากทั้งหมด 61 อุตสาหกรรม ในรายงานนี้จึงได้เทียบเคียงโดยการเลือก 10 บริษัทที่อยู่ในระดับ Gold Classซึ่งเป็นอันดับสูงที่สุดจากอัตราการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่สูงที่สุด 9 อุตสาหกรรมแรกแทน ซึ่งในแบบประเมิน CSA ที่ใช้ในแต่ละอุตสาหกรรมจะต่างกันแล้วนั้น เกณฑ์หลักในการใช้วัดและน้ำหนักคะแนนที่ให้ใน 3 มิติอย่างทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาลยังต่างกันด้วย ซึ่งเราจะมาดูถึงกลยุทธ์หลักๆ บางส่วนที่บริษัทชั้นนำเหล่านี้ใช้ในการบรรลุความยั่งยืนนี้กัน
    1. Dexus
    บริษัทจัดการลงทุนด้านอสังหาริมทรัยพ์ของประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นอาคารสำนังาน ศูนย์การค้าทั้งหมดทั่วย่านธุรกิจและหัวเมืองใหญ่ของประเทศ โดยมีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 90 คะแนน และอยู่ในกลุ่มกลุ่มบริษัทระดับ Gold Class ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมการประเมิน ซึ่งในการจัดอันดับภายในอุตสาหกรรมนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมถึง 569 บริษัท ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่แข่งขันมากที่สุดจากทั้งหมด 61 อุตสาหกรรม
    2. KB Financial Group Inc.
    บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำของประเทศเกาหลีที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลายและมีบริษัทย่อยภายในเครือจำนวน 12 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 89 คะแนน ทำให้บริษัทอยู่ในกลุ่มบริษัทระดับ Gold Class ในอุตสาหกรรมธนาคารที่เข้าร่วมใน DJSI ซึ่งในการจัดอันดับภายในอุตสาหกรรมนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมถึง 475 บริษัททั่วโลก
    3. Banco Bilbao Vizcaya Argentaria, S.A.
    บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำของประเทศสเปนและเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 89 คะแนน และอยู่ในระดับ Gold Class เช่นเดียวกันกับ KB Financial Group Inc. 
    4. Yuanta Financial Holding Co., Ltd.
    บริษัทผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ด้านวาณิชธนกิจ และที่ปรึกษาด้านการลงทุน โดยเป็นบริษัทหลักทรัพยะ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไต้หวัน และมีสินทรัพย์รวมกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน มีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 85 คะแนน และอยู่ในระดับ Gold Class ของอุตสาหกรรมการบริการทางการเงินและตลาดทุน ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้มีคนเข้าร่วมประเมินกว่า 373 บริษัท
    5. Lojas Renner S.A.
    บริษัทผู้ประกอบการร้านค้าปลีกด้านแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ผ่านช่องทางแบบ Omni-Channel โดยมีร้านอยู่กว่า 600 ร้านทั่วประเทศบราซิล ประเทศอเจนตินา และประเทศอุรุกวัย มีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 80 คะแนน และอยู่ในระดับ Gold Class ของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีบริษัทเข้าร่วมประเมินถึง 306 บริษัท
    6. CNH Industrial N.V. 
    บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าระดับโลกให้แก่อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ บริษัทได้รับการประเมินตาม CSA ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าและได้คะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 88 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับ Gold Class จากการเข้าร่วมประเมินทั้งหมด 267 บริษัท
    7. SAP SE
    บริษัทผู้ให้บริการซอฟแวร์ชื่อดังที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศเยอรมนี และเป็นที่รู้จักกันดีจากซอฟต์แวร์ระบบวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP) มีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 79 คะแนน ซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับ Gold Class ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่มีบริษัทเข้าร่วมประเมินกว่า 240 บริษัททั่วโลก
    8. Grupo Nutresa S.A.
    บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารแรรูปในประเทศโคลัมเบียที่เป็นผู้เล่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วยส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมดังกล่าวกว่า 53.7% โดยบริษัทมีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 88 คะแนน และอยู่ในกลุ่มกลุ่มบริษัทระดับ Gold Class ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งในการจัดอันดับภายในอุตสาหกรรมนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมถึง 238 บริษัท 
    9. PTT Global Chemical Public
    บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์จากประเทศไทย บริษัทมีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 92 คะแนน และอยู่ในระดับ Gold Class ของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีบริษัทเข้าร่วมประเมินถึง 234 บริษัท โดยนับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ได้ตำแหน่งอันดับที่ 1 ของโลกในอุตสาหกรรมนี้
    10. Energias de Portugal, S.A.
    บริษัทผู้ให้บริการสาธารณูปโภคด้านพลังงานแบบบูรณาการ ทั้งสร้างไฟฟ้าและขนส่งไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ ถ่านหิน นิวเคลียร์ ขยะ ลมและแสงอาทิตย์ โดยบริษัทมีคะแนน S&P Global ESG Score อยู่ที่ 91 คะแนน และอยู่ในกลุ่มกลุ่มบริษัทระดับ Gold Class ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งในการจัดอันดับภายในอุตสาหกรรมนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมถึง 220 บริษัท 
    DJSI ถือเป็นอีกหนึ่งในหลายดัชนียั่งยืนที่มีความสำคัญที่นอกจากจะใช้เป็นเกณฑ์วัดให้นักลงทุนใช้ประเมินความเสี่ยงของบริษัทนั้นๆ ในการประกอบการตัดสินใจในการลงทุนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นด้วย ทำให้หลายๆ องค์กรก็พยายามเปลี่ยนแปลงด้วยเป้าหมายร่วมกันที่ต้องการให้อนาคตดีขึ้นสำหรับผู้คนบนโลกนี้ไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกันกับหลายๆ ท่านที่ได้อ่านบทความนี้ก็คงจะตระหนักถึงความสำคัญของมันไม่เพียงเพื่อคุณภาพชีวิตในช่วงชีวิตของท่านเองเพียงเท่านั้น แต่เปรียบได้กับมรดกอันมีค่าที่จะทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังเช่นเดียวกัน
     
  • INNOVATION UPDATE🔎 : MVP IS DATA – การพัฒนาประสบการณ์ด้วยข้อมูล  ตั้งแต่ผู้เล่นจนถึงผู้ชมของ NFL

    INNOVATION UPDATE🔎 : MVP IS DATA – การพัฒนาประสบการณ์ด้วยข้อมูล ตั้งแต่ผู้เล่นจนถึงผู้ชมของ NFL

    National Football League (NFL) รายการแข็งขันอเมริกันฟุตบอล  ที่ถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก จนมีการเปิดเผยรายได้ ของ Super Bowl หรือการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ NFL 

    ที่มีผู้ชมมากกว่างานประกาศรางวัลออสการ์ และมีมูลค่าแอร์ไทม์โฆษณาที่เริ่มต้น 200 ล้านบาทต่อนาที แสดงให้เห็นถึงฐานแฟนกีฬาที่มหาศาล หนึ่งในกลยุทธ์ที่ NFL ทำได้มากขึ้นคือการดำเนินโครงการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven programs) เพื่อเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ รอบวงการอเมริกันฟุตบอลทำให้ปรับปรุงประสบกาณ์ได้อย่างตรงจุด ตั้งแต่ปี 2019 โดยได้ร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS)  เพื่อใช้กลยุทธ์ข้อมูลบนคลาวด์ที่ใช้การวิเคราะห์, แมชชีนเลิร์นนิง (ML)  และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อทำความเข้าใจทุกแง่มุมของเกมและ  สร้างประสบการณ์ฟุตบอลที่ดีขึ้นสำหรับแฟน ๆ ผู้เล่นและทีม

    .

    ศักยภาพและความปลอดภัยของผู้เล่น 

    NFL มีการใช้ข้อมูลระหว่างเกมส์ เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของผู้เล่น  เพื่อให้นักกีฬามั่นใจและเล่นได้อย่างเต็มศักยภาพสูงสุด ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนกฎกว่า 50 กฎ เพื่อความปลอดภัย หมวกนิรภัยที่ปลอดภัยมากขึ้น หรือกระทั้งแผนการฝึก เช่น ทีม Seattle Seahawks มีการใช้ ML ของ Amazon SageMaker ในการจัดการนักกีฬาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่าผู้เล่นได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสม สำหรับทักษะและความต้องการของพวกเขา

    .

    ผู้ชมเข้าถึงความสนุกของเกมส์มากขึ้นจากข้อมูลสถิติ 

    ตั้งแต่ปี 2017 NFL ได้ทำงานร่วมกับ AWS ในการสร้างแพลทฟอร์ม “Next Gen Stats” ซึ่งเป็นการเติมเต็มประสบการณ์การรับชม ด้วยข้อมูลผ่านการวิเคราะห์ขั้นสูงและสถิติแบบ real time เช่น การคาดการณ์ความสำเร็จในการวิ่งเพื่อได้คะแนน และยังมี NFL Draft Model ที่เป็นฐานข้อมูลสำหรับคัดสรรผู้เล่นหน้าใหม่ ก่อนทำการคัดเลือก เพื่อประเมินผู้เล่นตามตำแหน่งที่ต้องการจริง

    .

    Big Data Bowl

    รายการแข่งขันวิเคราะห์ข้อมูลของ NFL ที่ได้รับความสนใจทั้งจากนักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา หรือกระทั้งนักศึกษาทั่วไป ผลลัพธ์จากการจัดแข็งขัน คือการให้คนภายนอกได้มีส่วนร่วมกับการสร้างนวัตกรรมในวงการอเมริกันฟุตบอลเพื่อเป็นเกมส์ที่ดีกับทุกฝ่ายมากขึ้น

    ขอขอบคุณที่มา

    https://techcrunch.com/sponsor/aws/fueling-the-future-of-sports-how-the-nfl-is-using-data-to-change-the-game-on-the-field-in-the-stands-and-in-your-home/?mvt=i&mvn=ef29a34919734f3ca8d312b95315bae0&mvp=NA-TECHCRUNSPASITE-11239021&mvl=Size-6×2%20Fn-position%20is%20nativeriver%20%5BHomepage%20River%20-%20Click%20out%5D

    https://adaddictth.com/knowledge/5-Fun-Facts-SuperBowl

    https://nextgenstats.nfl.com/

    ______________________________________________________
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     

  • Green Economy คืออะไร ?

    Green Economy คืออะไร ?

    ปัจจุบันเราคงไม่สามารถทำอะไรโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมได้ ไม่เพียงเพราะเรามีโลกอยู่เพียงใบเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะชีวิตของผู้คนทั่วโลกที่ต่างต้องมารับผลของการกระทำของตัวเองที่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาตินี้มากว่าหลายศตวรรษ อาจจะช้าไปสักหน่อยกว่าที่เราจะตระหนักถึง แต่ในเมื่อทั่วโลกต่างรับรู้ถึงปัญหาและพยายามหาหนทางในการแก้ไข โอกาสใหม่อย่าง Green Economy จึงเริ่มต้นขึ้น

    Green Economy คืออะไร?

    Green Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียว เป็นระบบเศรษฐกิจที่ปรับปรุงความเป็นอยู่ของมนุษย์และทำให้เกิดความเท่าเทียมทางสังคม ขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมและทำให้เกิดความขาดแคลนทางระบบนิเวศ โดยใช้วิธีการปล่อยคาร์บอนให้น้อย และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเกิดจากความร่วมมือของผู้คนในสังคม

    ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ Green Economy? 

    เมื่ออ่านคำอธิบายเกี่ยวกับ Green Economy แล้ว หลายท่านก็คือพอจะรู้อยู่แล้วว่าทำไมเจ้าเศรษฐกิจนี้ถึงสำคัญสำหรับเรานัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสีเขียวนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือในการนำไปช่วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ของโลกเราให้เป็นจริงได้ ด้วยการสนับสนุนร่วมกันของคนในสังคมระดับชาติผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี ความรู้ การเงิน และการกำหนดนโยบายร่วมกัน อย่างนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neautral) 

    โอกาสใหม่ใน Green Economy 

    สำหรับนักธุรกิจแล้วก็คงจะถือเป็นความท้าทายที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันตามโลกที่หมุนไปข้างหน้า ทว่าในความท้าทายนั้นก็ยังมีโอกาสอยู่มากมายด้วยเช่นกัน จากงานวิจัยของ McKinsey พบว่าความต้องการในการบริโภคสินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์นั้นเพิ่มขึ้นสูง และอาจสร้างรายได้ให้ตลาดดังกล่าวมากถึง 12 ล้านล้านดอลลาห์สหรัฐ ในปีค.ศ. 2030 เลยทีเดียว  หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกต่างก็นำไปปรับใช้กับนโยบายของประเทศตนเอง เช่นเดียวกันประเทศไทยของเราก็ได้นำมาปรับใช้อย่าง BCG Economic Model (Bio-Circular-Green) ที่ใช้เป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจในการประชุมระดับโลกอย่าง APEC เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจประเทศไทยโต 4.4 ล้านล้านบาท ภายในปีพ.ศ. 2569 นอกจากนี้ภาครัฐยังมีให้งบประมาณสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจสีเขียวนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเอาชนะความยากจนได้ โดยจากการรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่า “งานสีเขียว (Green Jobs)” อาจสร้างอาชีพให้คนเพิ่มขึ้นได้มากถึง 24 ล้านตำแหน่งภายในปีค.ศ. 2030 แม้อาจจะมีจำนวน 6 ล้านตำแหน่งที่อาจจะเสียไประหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ก็ตาม 
    “Green Economy ไม่เพียงเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อลดการทำลายธรรมชาติและสร้างชีวิตควาเมป็นอยู่ที่ดีเพื่อผู้คนในสังคมผ่านการลดคาร์บอน และใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพแล้ว แต่เป็นอีกหนึ่งเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในอนาคตและเป็นโอกาสสำหรับเหล่านักธุรกิจในแง่ของมูลค่าที่จะเติบโต และสำหรับผู้คนอีกนับล้านชีวิตแล้วยังถือเป็นโอกาสที่ทำให้คนเหล่านั้นผ่านพ้นความยากจนในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ด้วยเช่นกัน”
      _____________________ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.unep.org/regions/asia-and-pacific/regional-initiatives/supporting-resource-efficiency/green-economy https://www.mckinsey.com/capabilities/sustainability/our-insights/accelerating-toward-net-zero-the-green-business-building-opportunity  https://www.boi.go.th/upload/ejournal/2022/02/index.html https://www.ilo.org/global/publications/books/WCMS_628654/lang–en/index.htm 
  • รวม 5 ดัชนียั่งยืนที่นักธุรกิจต้องรู้ สู่ Green Economy

    รวม 5 ดัชนียั่งยืนที่นักธุรกิจต้องรู้ สู่ Green Economy

    ความยั่งยืนได้รับความสนใจมากขึ้นและถูกกำหนดในวาระการประชุมในระดับโลกมาโดยตลอด ทุกประเทศจึงต่างให้ความสำคัญและนำไปปรับใช้ผ่านนโยบายระดับชาติ ซึ่งรวมถึงส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต่างจำเป็นต้องปรับตัวให้ตรงตามบริบทของประเทศและโลกผ่านการลงทุนด้านต่าง ๆ ของบริษัทด้วยเช่นกัน และเพื่อให้การดำเนินการการลงทุนของธุรกิจในด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ประจักษ์แล้วนั้น หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านธุรกิจและการลงทุนจึงได้มีการจัดตั้งดัชนีความยั่งยืนขึ้นมาเพื่อเป็นเกณฑ์ให้กับธุรกิจ โดยความสำคัญและเหตุผลที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใส่ใจนั้นจะถูกกล่าวต่อไปจากนี้

    ดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืน (Sustainable index) คืออะไร?

    ดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืน (Sustainable index) คือ ดัชนีที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทได้มีการลงทุนและดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ควบคู่ไปกับการการบริหารงานอย่างมีบรรษัทภิบาล (Environmental-Social-Governance: ESG) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร 

    ดัชนี้ชี้วัดด้านความยั่งยืนสำคัญขนาดไหน? 

    ดัชนีชี้วัดนี้นอกจากจะใช้เพื่อดูว่าธุรกิจให้ความสำคัญและลงทุนเพื่อความยั่งยืนแล้ว ดัชนีนี้นั้นยังนับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการประเมินมูลค่าธุรกิจ ซึ่งนักลงทุนยังนำดัชนีนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนซึ่งจะสะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นอีกด้วย  โดยในช่วงครึ่งปีแรกของพ.ศ. 2565 พบว่าการลงทุนอย่างยั่งยืนให้ผลตอบแทนไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ซึ่งนั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนเม็ดเงินที่จะไหลเข้าบริษัทเรานั้นจะมากหรือน้อย และทำให้บริษัทของเราเติบโตไปได้ไกลเท่าไหร่นั้นคงพอจะเป็นตัววัดความสำคัญของดัชนีนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น นอกเหนือไปจากความรับผิดชอบที่เรานั้นมีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ธุรกิจควรมี ดังที่กล่าวไปในตอนต้นแล้ว  และเนื่องด้วยการขยายตัวของมูลค่าการลงทุนของบริษัทในด้าน ESG เติบโตอย่างมากจากเดิมที่ 6 ล้านล้านดอลลาห์สหรัฐกลายเป็น 65 ดอลลาห์สหรัฐทำให้ตลาดหลักทรัพย์หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงองค์กรจัดทำดัชนีเริ่มมีการพัฒนาดัชนีชี้วัดความยั่งยืน (Sustainable index) นี้ขึ้นมา ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แม้จะยังไม่ได้พัฒนาดัชนีวัดความยั่งยืนขึ้น แต่องค์กรก็ได้มีการจัดทำรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ขึ้นเพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญแบบ ESG

    รวม 5 ดัชนียั่งยืนที่นักธุรกิจต้องรู้

      1. ESG Index

              จัดทำโดยสถาบันไทยพัฒน์ โดยเป็นผู้จัดทำข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG 100 อันดับ (กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100) ซึ่งมีการจัดทำดัชนีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ซึ่งในปีพ.ศ. 2565 นี้ หน่วยงานด้าน ESG ของสถาบันได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่น่าลงทุนในกลุ่ม ESG Emerging ออกมาแล้วจากการคัดเลือกมากกว่า 800 บริษัทและกองทุน

      2. Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)
              จัดทำโดย RobecoSAM ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอย่างยั่งยืนร่วมกับ S&P DowJones ซึ่งเป็นดัชนีที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็นดัชนีที่คัดเลือกหุ้นยั่งยืนระดับโลกจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่โดดเด่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเป็นหลัก โดยมีเกณฑ์ประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งดัชนี DJSI นี้ไม่เพียงเป็นที่นิยมอย่างมากในยุโรปเท่านั้น ทว่าได้รับการยอมรับในระดับสากลจากนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งหลายบริษัทในประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมในการประเมินมาแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555
      3. MSCI ESG Index
              จัดทำโดย MSCI องค์กรจัดทำดัชนีชั้นนำ โดยเป็นดัชนีที่บริษัทไทยเป็นสมาชิกมีชื่อว่า MSCI AC ASEAN ESG Leaders และ MSCI AC ASEAN ESG Universal โดยองค์กรได้มีการจัดทำดัชนีขึ้นในปีพ.ศ. 2533 โดยมีเกณฑ์การประเมินบริษัท ได้แก่ การดำเนินงานด้าน ESG การประเมินผลกระทบเชิงลบของบริษัท และการพิจารณาประเภทธุรกิจ
      4. FTSE4Good Index
              จัดทำโดย FTSERussell ซึ่งมีการจัดตั้งดัชนีขึ้นในปีพ.ศ. 2543 โดยดัชนีที่บริษัทไทยเป็นสมาชิกมีชื่อว่า FTSE4Good ASEAN 5 Index และ FTSE4Good Emerging Indexes โดยมีเกณฑ์ในการประเมินบริษัทด้วย ESG อย่างการดำเนินการด้านจัดการสิ่งแวดล้อมของบริษัท การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน มาตรฐานแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน การกำกับดูแลกิจการ และการต่อต้านการทุจริต โดยที่บริษัทนั้นไม่เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าประเภท ยาสูบอาวุธหรือส่วนประกอบอาวุธ และถ่านหิน
      5. STOXX Global ESG Leaders indices
              จัดทำโดย STOXX โดยมีการจัดตั้งดัชนีขึ้นในปีพ.ศ. 2554 ซึ่งการจัดทำดัชนีนี้จะเลือกจากบริษัทที่อยู่ภายใต้ STOXXGlobal 1800 Index และตัดบริษัทในกลุ่มต้องห้ามออกจากการประเมินโดยผ่านกระบวนการวิจัยและวิเคราะห์จากข้อมูลของบริษัท ตัวอย่างดัชนีเช่น STOXX Asia/Pacific ESGLeader 50 Index และ Euro STOXX Sustainability Index
  • INNOVATION UPDATE : OXAGON เมืองแห่งอนาคตที่สร้างให้ผู้คน อุตสาหกรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติ ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน

    INNOVATION UPDATE : OXAGON เมืองแห่งอนาคตที่สร้างให้ผู้คน อุตสาหกรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติ ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน

    Oxagon ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลแดงในประเทศซาอุดิ อาราเบีย หนึ่งในเมืองแห่งอนาคตของโครงการ นีออม (NEOM) พื้นที่ถูกพัฒนาให้เป็นเมืองที่ติดชายฝั่งทะเลและพื้นดินเพื่อเป็นเมืองท่าในการขนส่งทางเรือที่มีระบบจัดการอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (automated next-generation port)และการเชื่อมต่อที่เหนือชั้นเชื่อมโยงกับตลาดทั่วโลก ทั้งรูปแบบกายภาพและดิจิทัล พื้นที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพซึ่งเป็นทางสัญจรจากคลองสุเอซไปยังทะเลแดงคิดเป็น 13% ของการค้าทั่วโลกรวมถึงการเข้าถึงของสายการบินกว่า 40% ของโลกภายใน 6 ชั่วโมง OXAGON จะเป็นอีกสถานที่ที่นักนวัตกรรมและผู้ประกอบการสามารถเร่งความเร็วจากห้องทดลองสู่ตลาดจริง เป็นเมืองที่เหมาะกับการใช้ชีวิต-ทำงาน-เล่นมีความเจริญรุดหน้าทั้งเทคโนโลยีและการอยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติ เพียงเดิน 5 นาทีถึงแหล่งธรรมชาติทั้งผืนดินและท้องทะเล

    จุดเด่นของ OXAGON

    • โครงสร้างลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    • รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโครงการ THE LINE และ สนามบิน NEOM
    • ท่าเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในทะเลแดง
    • เดิน 5 นาทีไปยังชายหาดและจุดชมธรรมชาติ
    • พลังงานสะอาด 100%
    • เขตพื้นที่พัฒนากว่า 48 ตารางกิโลเมตร

    Strategic pillar

    แนวทางกลยุทธ์ของ OXAGON คือการนำเสนอความน่าอยู่ นวัตกรรม อุตสาหกรรมขั้นสูงที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และยังต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ประกอบไปด้วย

    • Advanced and Clean Industries
    • Research and Innovation
    • Next Generation Port
    • Integrated Supply Chain and Logistics Zone
    • Urban Communities

    แนวโน้มธุรกิจที่จะเกิดขึ้นใหม่ใน OXAGON

    • Renewable energy
    • Autonomous and sustainable mobility
    • Modern construction
    • Water innovation
    • Sustainable food production
    • Health and wellbeing
    • Technology and digital
    ขอบคุณที่มา :

    https://blog.wego.com/oxagon-in-saudi/

    https://www.neom.com/en-us/regions/oxagon

    ______________________________________________________
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป

     

  • 🔎 INNOVATION UPDATE : TROJENA หนึ่งในโครงการเมืองอนาคตของซาอุดิอาระเบีย พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยว

    🔎 INNOVATION UPDATE : TROJENA หนึ่งในโครงการเมืองอนาคตของซาอุดิอาระเบีย พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยว

    TROJENA หนึ่งในโครงการเมืองอนาคตของซาอุดิอาระเบีย พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยว ท่ามกลางความแห้งแล้งของหุบเขาและทะเลทรายในซาอุดิอาระเบียหนึ่งในประเทศที่ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกแต่ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มความยั่งยืนทำให้ซาอุดิอาระเบียต้องมองหาทางรอดใหม่ของประเทศนอกจากการพึ่งพาการผลิตนำ้มันเพียงอย่างเดียว ในปี 2017 มกุฎราชกุมาร บิน ซัลมาน ได้ประกาศตั้งโครงการ นีออม (NEOM) ซึ่งรัฐบาลซาอุฯ จะลงทุนร่วมกับนักลงทุนภาคเอกชน ในการพัฒนาจุดหมายต่างๆของประเทศสู่เมืองแห่งอนาคต หนึ่งในนั้นคือโครงการ TROJENA :  ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงภูเขาตลอดปี  TROJENA ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกจากทั่วโลกรวมถึง Zaha Hadid Architects, UNStudio, Aedas, LAVA และ Bureau Proberts ตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขาที่ห่างจากอ่าว Aqaba (Gulf of Aqaba) 50 กม. ระดับความสูง 1,500 ม. ถึง 2,600 ม. และครอบคลุมพื้นที่เกือบ 60 ตารางกิโลเมตร โครงการนำเสนอประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครเช่น การเล่นสกีกลางแจ้งและกีฬาผจญภัยตลอดทั้งปี แล้วเสร็จในปี 2026 และเป็นหนึ่งในสถานที่จัด Asian Winter Games 2029 ซึ่งเป็นลานสกีกลางแจ้งแห่งแรกของซาอุฯ  แลนด์มาร์คที่น่าสนใจของโครงการ TROJENA ตัวอย่างเช่น THE VAULT หมู่บ้านที่ออกแบบสถาปัตยกรรมให้เป็นแนวตั้งและโอบล้อมบวกกับเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงทางกายภาพและโลกดิจิทัลไว้ด้วยกัน เป็นเหมือน ”สมอง” ของโครงการ เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่นวัตกรรม เพื่อดูแลเรื่องโครงการได้ด้วยตัวเองทั้งพลังงาน น้ำ และข้อมูล THE LAKE ทะเลสาบบนยอดเขาซึ่งประกอบด้วยที่อยู่อาศัยที่หรูหราทันสมัยริมหน้าผาและสถาปัตยกรรมรอบทะเลสาบที่งดงาม ทำให้เป็นเหมือนหัวใจของระบบสาธารณูปโภคของโครงการ ทำหน้าที่ในการจ่ายให้กับการอยู่อาศัย, การผลิตพลังงานสะอาด และยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตหิมะเทียมตลอดทั้งปีที่เป็นจุดชูโรงของโครงการอีกด้วย SKI VILLAGE หมู่บ้านสกีอยู่ในจุดที่สูงที่สุดที่ 1,500-2,600 ม.เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10°C ตลอดทั้งปีและติดลบในฤดูหนาว ทำให้เอื้อต่อการเป็นลานสกีกลางแจ้งที่เล่นได้ทั้งปีจากการสร้างหิมะเทียมด้วยน้ำจากทะเลสาบในส่วนเวลากลางคืนจะสถานที่ให้ความบันเทิง ภัตตาคาร และสถานที่ดูดาวที่เด่นชัดงดงาม (แต่สิ่งนี้ก็ยังเป็นข้อครหาจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มองว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศที่มีอยู่เดิมและเป็นการใช้พลังงานที่มากและไม่ยั่งยืน)  
    ขอบคุณที่มา
    https://www.neom.com/en-us/regions/trojena
    https://tangnamnews.wordpress.com/2018/03/20/เริ่มแล้ว-ซาอุ-ฯ-เฟ้นบริ/
    https://www.timeoutriyadh.com/attractions/trojena-neom-saudi-arabia-guide
    https://www.dezeen.com/2022/10/11/agenda-newsletter-saudi-arabia-host-asian-winter-games/
    https://www.euronews.com/green/2022/10/06/dangerous-greenpeace-slam-saudi-arabia-ski-resort-as-kingdom-wins-2029-asian-winter-games-
     
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางด้านล่างนี้ :
    FACEBOOK : ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab
    LINE OA : Baramizi_lab
    Email : contact@baramizi.co.th
    ______________________________________________________
    ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab – องค์กรที่ทำหน้าที่จับตามองเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อภาคธุรกิจและจัดทำวิจัยเพื่อดูว่าผู้บริโภคคนไทยยอมรับเทรนด์ไหนมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดแนวทางการสร้างแบรนด์ตัวเอง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสบการณ์สินค้าได้ต่อไป